Month: September 2021

Drip Coffee

วิธีทำกาแฟดริป

  • ต้มน้ำ ให้ได้อุณหภูมิ 92 – 95 องศาเซลเซียส
  • ทำให้กระดาษกรองติดกับดริปเปอร์โดยการ เทน้ำใส่กระดาษกรองให้ชุ่มรอบๆ แล้ว นำน้ำจากโถรองดริป ไปเททิ้ง
  • บดเมล็ดกาแฟ 30 กรัม ระดับการบดแบบน้ำตาลทราย
  • นำเมล็ดกาแฟที่บดใส่ลงไปที่ดริปเปอร์ที่มีกระดาษกรอง
    • เทน้ำร้อน 60ml ให้โดนทั่วผงกาแฟ โดยลากจากตรงกลางหมุนเป็นวงกลมแบบก้นหอย
    • เมื่อเทได้ครบปริมาณ 60ml แล้วหยุดเททันที และ รอ 30 วินาที
    • เมื่อครบ 30 วินาที ให้ เทน้ำร้อน 120ml แล้วรอ 30 วินาที
    • เมื่อครบ 30 วินาที ให้ เทน้ำร้อน 120ml แล้วรอ 30 วินาที
    • เมื่อครบ 30 วินาที ให้ เทน้ำร้อน 200ml แล้วรอให้นำไหลจนหมด

Home Barista

“โควิด-19” ทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป การบริโภคกาแฟก็เช่นกัน ในวิกฤติกลับสร้างโอกาสเกิดนักดื่มกาแฟกลุ่มใหม่ในชื่อ “Home Barista” ที่ซื้อเอง ชงเอง ดื่มเอง

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคยุค “New Normal” ที่จำใจงดใช้บริการร้านกาแฟชั่วคราว หันไปซื้อหา “เมล็ดกาแฟ” และ “อุปกรณ์ชงกาแฟ” มาชงดื่มที่บ้านเอง พฤติกรรมการบริโภคกาแฟเปลี่ยนแปลงไปในออฟฟิศหรือตามบ้านมีอัตราการบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นมากหันมาสั่งซื้อเมล็ดกาแฟและอุปกรณ์ชงกาแฟทางออนไลน์ เพื่อชงดื่มเองภายในบ้าน พร้อมๆ กับเรียนรู้และพัฒนาฝีมือการทำกาแฟไปในตัวที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเมนูที่ชื่นชอบ แต่ยังศึกษารวมไปถึงแหล่งปลูก สายพันธุ์ การแปรรูป และยังสนใจการคั่วกาแฟเองอีกด้วย

อุปกรณ์ชงกาแฟแบบใช้งานในบ้าน (Home Use) มีหลายๆแบบเลือกเริ่มต้นจากการชงที่ง่ายที่สุดคือ Drip และยังมีอุปกรณ์การชงหลายแบบให้เลือกใช้กันเช่น French press, Mocha Pot, Cold brew, Siphon, Aero press และเครื่องชงแบบ Espresso ขนาดเล็ก รวมไปถึงเมล็ดกาแฟคั่ว (Roasted Bean) ทั้งจากแหล่งผลิตในไทยและในต่างประเทศมีอัตราการเติบโตสูงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น Specialty Coffee หรือกาแฟแบบพิเศษ จึงเป็นที่นิยมทั้งกาแฟไทยที่พัฒนาคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าแล้ว ก็ยังสามารถหาซื้อกาแฟคั่วจากแหล่งปลูกจากต่างประเทศได้สะดวกขึ้น เช่น โอธิเปีย, เคนย่า, ปาปัวนิวกีนี และเยเมน และยังมีการพัฒนาการแปรรูปกาแฟในรูปแบบที่หลากหลาย จุดประสงค์หลักๆ ก็คือ สร้างกลิ่นรสกาแฟที่ “ซับซ้อน” ต่างไปจากเดิม เช่น วิธีการหมักแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Fermentation), การหมักแบบไม่ให้กาแฟสัมผัสกับออกซิเจน (Anarobic Fermentation) ซึ่งนำมาจากวิธีการหมักไวน์ หรืออย่างการนำยีสต์มาใช้หมักเชอรี่กาแฟภายในห้องที่สามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ที่เรียกว่า LTLH (Low Temperature,Low Humidity Drying) ข้อดีก็คือ ใช้ตากกาแฟได้ทุกโพรเซส แถมกาแฟยังปลอดภัยจากความเสี่ยงที่จะติดราหรือการหมักที่มากเกินไปบนลานตาก วิธีนี้เริ่มมีการนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง เพราะถือเป็นอีกทางเลือกในการพัฒนากาแฟจากเดิมนั้น การแปรรูปกาแฟหลักๆ มีอยู่ด้วยกัน 3 วิธี ซึ่งนปัจจุบันทราบกันดีอยู่แล้ว คือ Dry Process (Natural Process) กระบวนการแบบแห้ง, Honey /Pulped Natural Process กระบวนการแบบผสมผสาน และ Wet Process (Washed process) กระบวนการแบบเปียก

องค์กรกาแฟสากล (ICO) เคยคาดการณ์ว่าอัตราการบริโภคกาแฟทั่วโลกจะลดลงราว 0.5 เปอร์เซ็นต์ ตลอดปี 2020 เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด-19”  แต่เอาเข้าจริงๆ กลับปรากฎว่า ตัวเลขส่งออกเมล็ดกาแฟทั่วโลกกลับเพิ่มขึ้นนั่นแสดงให้เห็นว่า แม้ร้านกาแฟในยุค “โควิด-19” จะได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก แต่คนยังดื่มกาแฟกันอยู่ และการดื่มก็เพิ่มขึ้น เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่จากร้านมาเป็นชงดื่มในบ้านและในออฟฟิศ