Year: 2021

การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
Shade-grown Coffee : การปลูกกาแฟใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

ในอดีต การปลูกกาแฟจะทำในร่มเงาของต้นไม้ภายในป่า (แบบวนเกษตร) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์และแมลงทั้งหลาย ทฤษฎีนี้มักจะเป็นไปตามทฤษฎีแบบดั้งเดิม ในปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากได้เปลี่ยนไปใช้วิธีการปลูกต้นกาแฟแบบทันสมัย โดยการใช้แสงอาทิตย์ในการปลูกต้นกาแฟ ซึ่งต้นกาแฟจะถูกปลูกเรียงกันเป็นแถวอยู่ใต้แสงอาทิตย์โดยมีป่าร่มเงาเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย การปลูกแบบใหม่นี้ทำให้เมล็ดกาแฟสุกเร็วขึ้นและให้ผลผลิตมากขึ้น แต่การปลูกแบบดังกล่าวจำเป็นต้องตัดต้นไม้ ใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก อีกด้านหนึ่ง การปลูกต้นกาแฟแบบดั้งเดิมจะทำให้เมล็ดกาแฟสุกช้ากว่าการปลูกต้นกาแฟแบบใหม่และให้ผลผลิตน้อยกว่า แต่จะให้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพสูงกว่า

นอกเหนือจากนั้น ทฤษฎีดั้งเดิมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยในกับสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก นักวิชาการทางด้านการปลูกกาแฟแบบใหม่กล่าวว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น การตัดไม้ทำลายป่า มลภาวะที่เกิดจากยาฆ่าแมลง การทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การเสื่อมคุณภาพของดินและน้ำ ดังนั้นนักวิชาการพบว่าเราต้องใช้กาแฟเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ป่าได้ แทนที่จะปล่อยให้กาแฟกลายเป็นพืชกินป่าเช่นเดียวกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ กุญแจสำคัญอยู่ที่การย้อนกลับไปสู่วิถีการปลูกแบบดั้งเดิมและทำความเข้าใจ

เป็นที่ทราบกันดีว่าสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟก็คือภูมิอากาศแบบเขตร้อนตามแนวเส้นศูนย์สูตร ราวเส้นละติจูด 25 องศาเหนือลงมาถึงเส้นละติจูด 30 องศาใต้ ทุกวันนี้มีประเทศที่ปลูกกาแฟเชิงพาณิชย์กว่า 50 ประเทศทั่วโลกกระจายอยู่ตามเส้น Coffee Belt หรือ The Bean Belt – ที่อยู่ระหว่าง latitudes 25 degrees North and 30 degrees South.

ประเทศที่ผลิตกาแฟมากที่สุดห้าอันดับแรกตามข้อมูลปีล่าสุดได้แก่ บราซิล เวียดนาม โคลัมเบีย อินโดนีเซีย และเอธิโอเปีย จะเห็นว่าล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงติดอันดับโลกทั้งสิ้น

กาแฟป่าปลูกภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

ในธรรมชาติกาแฟเป็นพันธุ์ไม้ที่พบในป่าดิบ ตั้งแต่นั้นมนุษย์จึงเริ่มนำกาแฟมาทำเป็นเครื่องดื่ม จนกลายมาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่สุดของโลก โดยธรรมชาติกาแฟจึงเป็นพืชที่ทนแสงแดดจัดไม่ได้และเติบโตอยู่ใต้ร่มไม้ในสภาพดินที่มีความชุ่มชื้น ป่าที่มีโครงสร้างพรรณไม้สลับซับซ้อนย่อมเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะนกนานาชนิด ต้นกาแฟที่ขึ้นอยู่ในป่าจึงไม่มีปัญหาเรื่องแมลงเลย เพราะมีกลุ่มนกกินแมลงคอยควบคุมศัตรูพืชให้ วิธีการปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมจึงเป็นการปลูกต้นกาแฟแซมในป่าและปล่อยให้ธรรมชาติดูแล ชาวบ้านแค่ตัดแต่งกิ่งและคอยเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างเดียว

แต่กาแฟก็เหมือนพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่เมื่อมีความต้องการปริมาณมากๆ จึงมีการนำสายพันธุ์ดั้งเดิมมาปรับปรุง และปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด ในกรณีของกาแฟนั่นคือการปรับปรุงพันธุ์ให้เติบโตได้ดีในที่โล่ง ทนแสงแดดจัด เพื่อให้ต้นกาแฟออกผลมากๆ การปลูกกาแฟในช่วง ปีหลังๆจึงกลายเป็นการปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยวเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว ซึ่งนำไปสู่การบุกรุกพื้นที่ป่าเขตร้อนเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก กาแฟสายพันธุ์ใหม่แม้จะให้ผลผลิตสูงกว่าแต่มีโรคแมลงเยอะ แถมยังต้องใช้ปุ๋ยเคมีเป็นประจำ เนื่องจากการปลูกในที่โล่งนำไปสู่การกัดเซาะหน้าดินยามฝนตก หน้าดินที่อุดมสมบูรณ์จึงค่อยๆหายไป เกษตรกรจึงต้องใช้ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง เพราะดินเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ

ในขณะที่การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมใต้ร่มไม้ในป่าไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือใส่ปุ๋ยแต่อย่างใด เพราะธรรมชาติช่วยควบคุมศัตรูตามธรรมชาติและเติมปุ๋ยให้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่าเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ที่สมบูรณ์และมีความยั่งยืนสูงมาก ศูนย์วิจัยนกอพยพของสถาบันสมิธโซเนียนในสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่บุกเบิกและส่งเสริมแนวคิดการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ (shade-grown coffee) เนื่องจากพบว่าการเกษตรวิธีนี้สอดคล้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นอย่างดี  เพราะส่งเสริมให้มีการเก็บรักษาหย่อมป่าตามธรรมชาติเอาไว้

ด้วยการนำของสถาบันสมิธโซเนียน นักสิ่งแวดล้อม เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านกาแฟ ทำให้มีการจัดประชุมกาแฟยั่งยืน (Sustainable Coffee Congress) ขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1996 เพื่อกระตุ้นให้มีการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการปลูกกาแฟ และหันกลับมาส่งเสริมวิธีการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้เชิงอนุรักษ์

การประชุมดังกล่าวได้มีการนำเสนอผลการวิจัยที่พบว่าในแปลงปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ในป่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก แปลงปลูกกาแฟใต้ร่มไม้บางแปลงในเม็กซิโกสามารถพบนกได้มากถึง 180 ชนิดเรียกว่ามีความหลากหลายแทบไม่น้อยกว่าในป่าธรรมชาติ ผลจากการประชุมครั้งนั้นได้มีการพัฒนามาตรฐานกาแฟใต้ร่มไม้ขึ้นเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการปรับปรุงแนวทางการปลูกให้ได้มาตรฐาน และได้รับการรับรองเพื่อสามารถส่งขายในราคาที่ดีกว่า ทั้งยังเพื่อป้องกันการสวมรอยและปลอมฉลากว่าเป็น “กาแฟใต้ร่มไม้” มาตรฐานกาแฟใต้ร่มไม้ที่ได้รับการยอมรับ

ในปัจจุบันมีอยู่สามสี่แห่งหลักๆ ได้แก่ Bird Friendly© ของสถาบันสมิธโซเนียน ECO-OK© ของ Rainforest Alliance ORGANIC©  และ Fair Trade© จึงนับได้ว่ากาแฟใต้ร่มไม้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการทำการตลาดสีเขียวว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

ยุคแรกๆ โดยผู้บริโภคมีส่วนโดยตรงในการกำหนดอนาคตของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ หากผู้บริโภคมีความรับผิดชอบมากขึ้นและยินดีที่จะซื้อกาแฟที่มีการผลิตยั่งยืนกว่าในราคาที่สูงกว่า นั่นย่อมเป็นตัวกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาปลูกกาแฟใต้ร่มไม้กันมากขึ้น ตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมาได้มีการทำวิจัยเปรียบเทียบผลดีผลเสียของการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ออกมามากมาย ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ได้ข้อสรุปตรงกันว่าหากดำเนินการตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่มีการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ให้ผลดีกว่าการปลูกแบบอุตสาหกรรมกลางแจ้งในทุกๆ ด้าน

รู้จักกับ Rainforest Alliance Certified

ป่าฝน (Rain forest) คือป่าที่ได้รับปริมาณน้ำฝนมากมากกว่า 80 นิ้วในแต่ละปี ป่าฝนเป็นระบบประสาทส่วนกลางของโลกที่ประกอบด้วยระบบนิเวศอันเป็นเอกลักษณ์นับล้าน ซึ่งเป็นแหล่งวิวัฒนาการ ชีวิต และความหลากหลาย ป่าฝนเขตร้อนเป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทางชีวภาพบนบกถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของโลก โดยทั้งหมดถูกบีบอัดเป็นแถบเส้นศูนย์สูตรแคบๆ และยังเป็นบ้านของมนุษย์หลายล้านคนที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศป่าไม้มาเป็นเวลาหลายพันปี

เครดิตภาพ: scsglobalservices.com

นับตั้งแต่เริ่มต้นของประวัติศาสตร์มนุษย์ต้องอาศัยป่าฝน โดยพบว่ามีไม้ พืช และสัตว์มากมาย รวมทั้งผลไม้ เส้นใย เมล็ดพืช ยารักษาโรค ผ้า และวัสดุอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไปนับพันปีและชุมชนมนุษย์จำนวนมากย้ายออกจากป่ามากขึ้น การพึ่งพาป่าของเราก็ไม่ลดน้อยลง ทุกวันนี้โลกอุตสาหกรรมส่วนใหญ่สัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงเพียงเล็กน้อยกับป่าฝน โดยอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ที่พลุกพล่านห่างไกลจากแหล่งพลังงานทางนิเวศที่อุดมสมบูรณ์เหล่านี้ โดยทำให้เราเราลืมไปว่าป่าไม้ช่วยรักษาแหล่งอาหารของเราทั่วโลกนำเสนอพืชผลใหม่ที่ต้านทานโรค เราลืมมูลค่าการค้าไม้หรือผลิตภัณฑ์จากป่าที่ไม่ใช่ไม้ และยาที่ได้จากป่ามูลค่ามากมายไป เราลืมสิ่งที่เกินค่าในที่สุด:

วิถีชีวิตของชุมชนป่านับล้าน สภาพภูมิอากาศที่มั่นคงและน่าอยู่สำหรับเราทุกคน การดำรงอยู่ของเพื่อนสายพันธุ์ส่วนใหญ่และสิ่งธรรมดาที่เรามองข้าม เช่น ฝนปกติและอากาศบริสุทธิ์ ในประเทศเขตร้อนหลายประเทศกำลังพัฒนาและป่าไม้ถูกทำลายด้วยความหวังว่าจะสามารถรักษาอนาคตทางเศรษฐกิจได้ ผลประโยชน์ทางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่—เช่น ไม้ซุง, เกษตรกรรม เห็นแหล่งทรัพยากรราคาถูกที่ทำกำไรได้ไม่รู้จบและรอที่จะถูกนำไปใช้ ในขณะเดียวกันครอบครัวเกษตรกรและคนตัดไม้รู้สึกว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา

อย่างไรก็ตามจากการศึกษาจำนวนนับไม่ถ้วนและประวัติศาสตร์เมื่อไม่นานนี้ แสดงให้เห็นว่ามีความปลอดภัยเพียงเล็กน้อยที่สามารถพบได้ในการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อน จนถึงตอนนี้ ครอบครัวมนุษย์ของเราได้ทำลายป่าฝนไปแล้วครึ่งหนึ่ง โลกของเรากำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ซึ่งเป็นวิกฤตการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน อนาคตของพืชและสัตว์มากกว่าครึ่งโลกและวัฒนธรรมมนุษย์หลายร้อยแห่งจะกำหนดขึ้นภายในสองสามทศวรรษข้างหน้า เนื่องจากชีวิตของเราขึ้นอยู่กับผืนป่า

สัญลักษณ์ Rainforest Alliance หมายถึงส่งเสริมการดำเนินการร่วมกันเพื่อผู้คนและธรรมชาติซึ่งขยายต่อยอดและตอกย้ำผลกระทบที่เป็นประโยชน์ของการเลือกอย่างรับผิดชอบ ตั้งแต่ฟาร์มและป่าไม้ไปจนถึงสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต สัญลักษณ์นี้ช่วยให้คุณรับรู้และเลือกผลิตภัณฑ์ที่นำไปสู่อนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนและโลก เมื่อคุณเห็นตรากบตัวน้อยบนผลิตภัณฑ์ คุณอาจรู้ว่ามันมีความหมายในเชิงบวกแต่คุณเคยต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังตราประทับนี้หรือไม่ และแน่นอนว่าการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีตราประทับ Rainforest Alliance Certified ช่วยให้ผู้คนและธรรมชาติเจริญเติบโตอย่างกลมกลืนได้อย่างไร

สัญลักษณ์หมายความว่าผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมที่ผ่านการรับรองนั้นผลิตขึ้นโดยใช้วิธีการที่สนับสนุนหลักสามประการของความยั่งยืน ได้แก่ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความสำคัญต่อความสมบูรณ์ของโปรแกรมการรับรอง ประเมินเกษตรกรตามข้อกำหนดในทั้งสามด้านก่อนออกใบรับรองหรือต่ออายุใบรับรอง โปรแกรมการรับรองตามข้อมูลเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การฝึกอบรมเพื่อความยั่งยืน และผลประโยชน์ที่ชัดเจนสำหรับเกษตรกร มาตรฐานของสัญลักษณ์มุ่งเน้นไปที่หัวข้อต่อไปนี้:

RAINFOREST ALLIANCE

ป่าไม้: โรงไฟฟ้าระบบนิเวศเหล่านี้มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก โปรแกรมการฝึกอบรมและการรับรองส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการปกป้องป่าดิบชื้น การป้องกันการขยายพื้นที่เพาะปลูกไปสู่ป่า ส่งเสริมสุขภาพของต้นไม้ ดิน และทางน้ำ และปกป้องผืนป่าพื้นเมือง

ภูมิอากาศ: ป่าไม้ยืนต้นเป็นวิธีแก้ปัญหาสภาพอากาศตามธรรมชาติที่ทรงพลัง โปรแกรมการรับรองส่งเสริมวิธีการจัดการที่ดินอย่างรับผิดชอบซึ่งเพิ่มการจัดเก็บคาร์บอนในขณะที่หลีกเลี่ยงการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แนวทางปฏิบัติที่ชาญฉลาดต่อสภาพอากาศที่อยู่ในโปรแกรมการฝึกอบรมและการรับรองด้านการเกษตรช่วยให้เกษตรกรสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยแล้ง น้ำท่วม และการกัดเซาะหน้าดิน

สิทธิมนุษยชน: การรับรองส่งเสริมสิทธิของชาวชนบท แม้ว่าจะไม่มีโปรแกรมการรับรองใดที่สามารถรับประกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ แต่ระบบมาตรฐานและการรับรองมีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งในการประเมินและจัดการกับแรงงานเด็ก การบังคับใช้แรงงาน สภาพการทำงานที่ย่ำแย่ ค่าแรงต่ำ ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ และการละเมิดสิทธิในที่ดินของชนพื้นเมือง การศึกษาอิสระแสดงให้เห็นว่าคนงานในฟาร์มที่ผ่านการรับรองมีแนวโน้มที่จะมีสภาพการทำงานที่ดีขึ้น อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และการคุ้มครองแรงงาน

ความเป็นอยู่: แนวทางตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าสภาพของระบบนิเวศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนในชนบทนั้นต้องพึ่งพาอาศัยกัน การปรับปรุงโอกาสในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรรายย่อยและชุมชนป่าไม้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการช่วยคนในชนบทให้พ้นจากความยากจน และการรับรองได้พิสูจน์แล้วว่านำมาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงินที่วัดและประเมินค่าได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนป่าไม้ทั่วโลก

ทำไมสัญลักษณ์ต้องเป็นกบ? กบคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า bioindicators ซึ่งหมายความว่าจำนวนกบที่มีสุขภาพดีบ่งชี้ว่ามีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ (สิ่งที่ตรงกันข้ามก็เป็นความจริงเช่นกัน) Rainforest Alliance ได้เลือกกบต้นไม้ตาแดงเป็นสัญลักษณ์มานานกว่าสามสิบปีแล้ว เนื่องจากสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีตาสว่างตัวนี้มักพบในป่าร้อนชื้น ที่ซึ่งผู้ก่อตั้งเริ่มทำงานเพื่อปกป้องป่าฝนเขตร้อนในครั้งแรก ตั้งแต่นั้นมา ตรากบได้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลแห่งความยั่งยืน

สัญลักษณ์กบมีมาตรฐานด้านความยั่งยืนแบบใด? ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร: สัญลักษณ์ Rainforest Alliance หมายความว่าผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมที่ระบุได้รับการปลูกในฟาร์มที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานเกษตรกรรมยั่งยืนของ Rainforest Alliance และ/หรือหลักจรรยาบรรณของ UTZ ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้:

สำหรับผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ เช่น บรรจุภัณฑ์กระดาษและกระดาษแข็ง สัญลักษณ์หมายความว่าผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์นั้นมาจากป่าที่ผ่านการรับรองมาตรฐานของ Forest Stewardship Council® ซึ่ง Rainforest Alliance เป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง และธุรกิจที่ใช้สัญลักษณ์นั้นเป็นสมาชิกของ Forest Allies Initiative ธุรกิจการท่องเที่ยว: ธุรกิจการท่องเที่ยวเช่นโรงแรมและผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้กบสีเขียวเมื่อพวกเขาได้รับการรับรองตามมาตรฐานการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของ Preferred by Nature (เดิมคือ NEPCon) ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดย Global Sustainable Tourism Council ท่องเที่ยวที่ได้รับการรับรองจาก Rainforest Alliance

ตัวอย่างสินค้าที่ได้ตราสัญลักษณ์ Rain Forest

Credit: https://www.rainforest-alliance.org/

ป่าต้นน้ำ มีความสำคัญอย่างไร ?

จากการที่ประเทศไทยประสบปัญหา ป่าไม้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้ป่าเป็นปัจจัยสำคัญในเชิงพาณิชย์ ด้วยการกระทำเช่นนี้ จึงก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำก็ท่วมฉับพลัน อีกทั้งยังมีการพังทลายของดินอย่างรุนแรง เพราะไม่มีต้นไม้คอยดูดซับ ไม่มีรากคอยยึดเกาะ จนก่อเกิดปัญหาทางการเกษตร ทำให้หน่วยงานต่างๆตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องป่าไม้ ทำให้จัดตั้งโครงการช่วยเหลือป่าขึ้นมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ โครงการ ‘ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ’

ป่าต้นน้ำ มีความสำคัญ การดูแลป่าต้นน้ำ จึงมิได้มีความหมายเพียงการดูแลต้นไม้เท่านั้น แต่ถือเป็นการดูแลอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ

ป่าต้นน้ำ คือ คำเรียกป่าที่มีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งปรากฏอยู่บริเวณต้นน้ำลำธาร ตามปกติทั่วไปแล้ว จะอยู่ในพื้นที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ลาดชันมากกว่า 35% ขึ้นไป ประเภทของป่าที่มักมีในพื้นที่ต้นน้ำ ก็คือ ป่าดิบเขา , ป่าดิบชื้น , ป่าดิบแล้ง , ป่าเบญจพรรณ รวมทั้งป่าเต็งรัง โดยพื้นที่ป่าต้นน้ำ สามารถถูกปกคลุมได้ด้วยป่าไม้เพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดก็ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิ , ปริมาณน้ำฝน , ลักษณะภูมิประเทศ , ชนิดของดิน เป็นต้น จึงทำให้ระบบนิเวศของป่าต้นน้ำ มีความหลากหลายไปตามแต่ล่ะชนิด หากแต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือ ‘คุณค่า’ อันทำหน้าที่ดูดซับและเก็บกักน้ำฝนตามธรรมชาติ รวมทั้งควบคุมการพังทลายของดิน , ช่วยบรรเทาความร้อนจากแสงอาทิตย์ รวมทั้งช่วยดูด CO₂ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น โดยปกติแล้วธรรมชาติการดำรงอยู่ของดิน น้ำ และป่าไม้ จะเป็นไปในลักษณะที่สมดุลและเกื้อกูลกันตลอด หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งจะถูกทำลายลงไปในจำนวนที่ไม่มากนัก ปัจจัยที่เหลืออยู่จะช่วยกันฟื้นฟูปัจจัยที่ถูกทำลาย ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว อาทิ เมื่อต้นไม้ถูกลมพายุพัดล้มลงไปหนึ่งต้น ดินที่สมบูรณ์และน้ำที่ชุ่มชื้นจะช่วยให้ต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียง เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่อย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม หากป่าไม้ถูกทำลายลงไปเป็นบริเวณกว้างอย่างต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลายาวนาน จะส่งผลให้ปัจจัยอื่นๆ ที่เหลืออยู่เสื่อมสภาพลงตามไปด้วย กล่าวคือ การทำลายป่าไม้ เป็นการเปิดโล่งของผิวดิน ทำให้ผิวดินถูกอัดแน่นขึ้น ความสามารถในการดูดซับน้ำฝนจึงมีน้อยลง เมื่อดินดูดซับน้ำฝนได้น้อย น้ำฝนที่ตกลงมาส่วนใหญ่จึงเอ่อนองตามผิวดิน และไหลลงสู่ที่ต่ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งการไหลอย่างรวดเร็วที่ผิวดินนี้ ทำให้เกิดการกัดชะและพัดพาเอาผิวหน้าดินที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารไปด้วย เมื่อฝนหยุดตก น้ำฝนที่ซึมลงไปในดินน้อย ทำให้ไม่มีน้ำเอื้ออำนวยให้กระบวนการระเหยน้ำ พลังงานจากรังสีดวงอาทิตย์ส่วนใหญ่จึงเพิ่มความร้อนในดินและอากาศ ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น อากาศจะขยายตัวและรองรับไอน้ำมากขึ้น โอกาสที่ฝนตกจึงมีน้อยลง เป็นวงจรที่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันทั้งหมด ทั้งนี้พื้นที่ต้นน้ำแห่งหนึ่งอาจถูกปกคลุมไปด้วยป่าไม้เพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดปะปนกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ลักษณะภูมิประเทศ ชนิดของดิน เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ระบบนิเวศของป่าต้นน้ำมีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามชนิด ปริมาณ และประเภทของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในผืนป่า

การดูแลป่าต้นน้ำ จึงมิได้มีความหมายเพียงการดูแลต้นไม้เท่านั้น แต่ถือเป็นการดูแลอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ ที่คอยปลดปล่อยน้ำให้ใช้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลดินให้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่พักพิงอิงอาศัยของสิ่งมีชีวิตใหญ่น้อย ทั้งยังเป็นการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสรรพชีวิตอีกด้วย

ป่าต้นน้ำ มากคุณประโยชน์ต่อโลก อีกทั้งยังมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง

โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ลงลึกศึกษาก่อนจะพบกว่า ป่าต้นน้ำ เป็นป่าที่ความพิเศษ เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง อันประกอบไปด้วย

  • พืชชั้นสูงหายากถึง 18,000 ชนิด
  • ต้นไม้ขนาดใหญ่ 500 ชนิด
  • กล้วยไม้ 1,000 ชนิด
  • รา-เห็ด 2,000 ชนิด
  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 350 ชนิด
  • นก 950 ชนิด
  • แมลงน้อย – ใหญ่ประมาณ 60,000 ชนิด

โดยความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้ ล้วนแสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างธรรมชาติ ของสังคมพืชและสัตว์ ซึ่งเอื้อต่อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะในเรื่องของ อาหาร , เครื่องนุ่งห่ม , ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค นอกจากนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ยังมีบทบาททางด้านการให้บริการทางนิเวศวิทยาอีกด้วย เช่น เชื้อจุลินทรีย์และแบคทีเรียในป่า ช่วยย่อยสลายขยะให้กลายเป็นสารอาหารสำคัญต่อพืช หรือ แมลงช่วยผสมเกสรให้พืชผลทางการเกษตร เป็นต้น โดยสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากธรรมชาติ

Creativity with Left-over Coffee

วิธีนำกาแฟที่เหลือจากการดื่ม มาใช้อย่างสร้างสรรค์ ทำเป็นขนมหรือเครื่องดื่มที่ดูน่าสนใจและรับประทานได้
1.นำกาแฟมาปรุงขนมหรือเครื่องดื่มอื่น เช่น ทิรามิสุ เค้กกาแฟ เยลลี่กาแฟ ค็อกเทลกาแฟ
2.นำกาแฟมาทำเป็นน้ำแข็ง เพื่อใส่ในกาแฟเย็นทำให้รสชาติของกาแฟเข้มข้นเหมือนเดิม

หรือในกรณีที่เป็นของเหลือทิ้ง เราก็ยังสามารถนำมาใช้
1.นำกาแฟมารดน้ำต้นไม้ โดยเฉพาะต้นไม้ที่ปลูกกลางแจ้ง เช่นกล้วยไม้ ส่วนกากกาแฟก็นำมาหมักเป็นปุ๋ยเพื่อเพิ่มไนโตรเจนในสวนได้
2.นำกากกาแฟมาใช้กำจัดกลิ่น หลังจากต้มกาแฟแล้วสามารถนำกากกาแฟที่เหลือมาช่วยกำจัดกลิ่นได้

Forest Sustainable Coffee

Organic Rainforest coffee

Chiangrai

#กาแฟป่า : ปลูกในระบบวนเกษตรอินทรีย์ใต้ร่มเงาไม้ที่สมบูรณ์ จึงทำให้ได้กาแฟที่มี #รสชาติพิเศษ และ ได้ #มาตรฐานกาแฟเพื่อสิ่งแวดล้อมระดับโลก Rainforest Alliance USDA Organic CERES
ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วโลกได้ให้ความสำคัญทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทรนด์การบริโภคกาแฟ นักดื่มกาแฟ รุ่นใหม่เรียกว่า Fourth Wave เป็นกลุ่มที่ดื่มกาแฟเพื่อความสุนทรีย์ รสชาติของกาแฟแบบ Specialty คำนึงถึงสุขภาพ ที่มาของวัตถุดิบ การผลิตแปรรูป ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโลก ระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อม เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมีความเป็นอยู่ที่ดีและยั่งยืน กาแฟ “Coffee Forest From sustainable”อันเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างผืนป่าสายน้ำ ต้นกาแฟและคนดูแลป่าที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นโครงข่ายธรรมชาติขนาดใหญ่ เพราะคนปกปักษ์รักษา ผืนป่าจึงอุดมสมบูรณ์และนำมาซึ่งต้นน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน น้ำบริสุทธิ์จากแหล่งต้นน้ำบนยอดดอย พื้นที่สูงได้ซึมซับลงไปในพื้นดิน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูผืนป่า รักษาน้ำ ความสมดุลทางธรรมชาติ ให้แร่ธาตุ อันเป็นวัฏจักรแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความชุ่มชื้นแก่ต้นกาแฟที่ปลูกอยู่ในป่าธรรมชาติบนภูเขาสูง ส่งผลกาแฟที่ปลูกในป่า มีรสชาติที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ภายใต้แนวคิด  “From Earth to Cup”

"Coffee Forest" "กาแฟป่า" กลุ่มวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรอินทรีย์เชียงราย ได้ร่วมมือพัฒนาปลูกกาแฟแบบระบบวนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ลาวชุมชนพื้นที่: บ้านขุนลาว ปางมะกาด ห้วยคุณพระ ห้วยน้ำกืน ห้วยทราย ห้วยมะเกลี้ยง และบ้านแม่หาง ตำบลเจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย 
กาแฟป่าต้นน้้าขุนลาว อุทยานแห่งชาติขุนแจ ชุมชนต้นแบบของคนอยู่กับป่า ช่วยรักษาป่า ดูแลต้นน้้า ชาวบ้านปลูกกาแฟใต้ร่วมเงาในป่าธรรมชาติไม่บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า ตามแนว
พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ลักษณะของพื้นที่สูงจากระดับน้้าทะเล 1,000-1,300 เมตร สภาพเป็นป่าดิบเขา
ผสมกับป่าสนเขา มีความหลากหลายทางธรรมชาติระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมของพืชพันธุ์นานาชนิดกล้วยไม้ ผีเสื้อ แมลง และสัตว์ป่าหลากหลายนานาพันธุ์ โดยเฉพาะไก่ฟ้าหลังขาว (Silver Pheasant) สัตว์ป่าสงวนและคุ้มครอง สัญลักษณ์ของสัตว์ป่าประจ้าถิ่น
เอกลักษณ์ของกาแฟมีกลิ่นหอมผลไม้และดอกไม้ป่าที่มีกลิ่นเฉพาะตัวจากกาแฟที่ปลูกใต้ร่มเงาของต่างๆต้นไม้และดินที่อุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญกาแฟจากแหล่งปลูกได้มาตราฐานระดับสากล คือ 
Rainforest Alliance 
USDA Organic 
CERES Certified
“Black Natural” Organic Agro Forestry Certified USDA, Rainforest Alliance and CERES
“Green Natural” Organic Agro Forestry Certified USDA, Rainforest Alliance and CERES

วิสาหกิจชุมชนวนเกษตร

วิสาหกิจชุมชนวนเกษตรอินทรีย์เชียงราย

วิสาหกิจชุมชนวนเกษตรอินทรีย์เชียงรายขึ้นเพื่อรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรมกับชาวบ้าน และวิสาหกิจฯ ก็จะเอาผลผลิตมาแปรรูปเอง รายได้ส่วนหนึ่งจะเก็บเอาไว้เป็นกองทุนซื้อกล้าไม้ให้ชาวบ้าน ขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่นๆ

ผลผลิตที่ได้คือ “กาแฟอินทรีย์อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ” กาแฟที่มาจากป่ากาแฟต้นน้ำที่ปลูกใต้ร่มไม้ ฟื้นฟูป่าได้และยังสร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน**

ชมภาพ : วิดิทัศน์ป่ากาแฟต้นน้ำวนเกษตรอินทรีย์

Drip Coffee

วิธีทำกาแฟดริป

  • ต้มน้ำ ให้ได้อุณหภูมิ 92 – 95 องศาเซลเซียส
  • ทำให้กระดาษกรองติดกับดริปเปอร์โดยการ เทน้ำใส่กระดาษกรองให้ชุ่มรอบๆ แล้ว นำน้ำจากโถรองดริป ไปเททิ้ง
  • บดเมล็ดกาแฟ 30 กรัม ระดับการบดแบบน้ำตาลทราย
  • นำเมล็ดกาแฟที่บดใส่ลงไปที่ดริปเปอร์ที่มีกระดาษกรอง
    • เทน้ำร้อน 60ml ให้โดนทั่วผงกาแฟ โดยลากจากตรงกลางหมุนเป็นวงกลมแบบก้นหอย
    • เมื่อเทได้ครบปริมาณ 60ml แล้วหยุดเททันที และ รอ 30 วินาที
    • เมื่อครบ 30 วินาที ให้ เทน้ำร้อน 120ml แล้วรอ 30 วินาที
    • เมื่อครบ 30 วินาที ให้ เทน้ำร้อน 120ml แล้วรอ 30 วินาที
    • เมื่อครบ 30 วินาที ให้ เทน้ำร้อน 200ml แล้วรอให้นำไหลจนหมด

Home Barista

“โควิด-19” ทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป การบริโภคกาแฟก็เช่นกัน ในวิกฤติกลับสร้างโอกาสเกิดนักดื่มกาแฟกลุ่มใหม่ในชื่อ “Home Barista” ที่ซื้อเอง ชงเอง ดื่มเอง

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคยุค “New Normal” ที่จำใจงดใช้บริการร้านกาแฟชั่วคราว หันไปซื้อหา “เมล็ดกาแฟ” และ “อุปกรณ์ชงกาแฟ” มาชงดื่มที่บ้านเอง พฤติกรรมการบริโภคกาแฟเปลี่ยนแปลงไปในออฟฟิศหรือตามบ้านมีอัตราการบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นมากหันมาสั่งซื้อเมล็ดกาแฟและอุปกรณ์ชงกาแฟทางออนไลน์ เพื่อชงดื่มเองภายในบ้าน พร้อมๆ กับเรียนรู้และพัฒนาฝีมือการทำกาแฟไปในตัวที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเมนูที่ชื่นชอบ แต่ยังศึกษารวมไปถึงแหล่งปลูก สายพันธุ์ การแปรรูป และยังสนใจการคั่วกาแฟเองอีกด้วย

อุปกรณ์ชงกาแฟแบบใช้งานในบ้าน (Home Use) มีหลายๆแบบเลือกเริ่มต้นจากการชงที่ง่ายที่สุดคือ Drip และยังมีอุปกรณ์การชงหลายแบบให้เลือกใช้กันเช่น French press, Mocha Pot, Cold brew, Siphon, Aero press และเครื่องชงแบบ Espresso ขนาดเล็ก รวมไปถึงเมล็ดกาแฟคั่ว (Roasted Bean) ทั้งจากแหล่งผลิตในไทยและในต่างประเทศมีอัตราการเติบโตสูงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น Specialty Coffee หรือกาแฟแบบพิเศษ จึงเป็นที่นิยมทั้งกาแฟไทยที่พัฒนาคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าแล้ว ก็ยังสามารถหาซื้อกาแฟคั่วจากแหล่งปลูกจากต่างประเทศได้สะดวกขึ้น เช่น โอธิเปีย, เคนย่า, ปาปัวนิวกีนี และเยเมน และยังมีการพัฒนาการแปรรูปกาแฟในรูปแบบที่หลากหลาย จุดประสงค์หลักๆ ก็คือ สร้างกลิ่นรสกาแฟที่ “ซับซ้อน” ต่างไปจากเดิม เช่น วิธีการหมักแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Fermentation), การหมักแบบไม่ให้กาแฟสัมผัสกับออกซิเจน (Anarobic Fermentation) ซึ่งนำมาจากวิธีการหมักไวน์ หรืออย่างการนำยีสต์มาใช้หมักเชอรี่กาแฟภายในห้องที่สามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้ที่เรียกว่า LTLH (Low Temperature,Low Humidity Drying) ข้อดีก็คือ ใช้ตากกาแฟได้ทุกโพรเซส แถมกาแฟยังปลอดภัยจากความเสี่ยงที่จะติดราหรือการหมักที่มากเกินไปบนลานตาก วิธีนี้เริ่มมีการนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง เพราะถือเป็นอีกทางเลือกในการพัฒนากาแฟจากเดิมนั้น การแปรรูปกาแฟหลักๆ มีอยู่ด้วยกัน 3 วิธี ซึ่งนปัจจุบันทราบกันดีอยู่แล้ว คือ Dry Process (Natural Process) กระบวนการแบบแห้ง, Honey /Pulped Natural Process กระบวนการแบบผสมผสาน และ Wet Process (Washed process) กระบวนการแบบเปียก

องค์กรกาแฟสากล (ICO) เคยคาดการณ์ว่าอัตราการบริโภคกาแฟทั่วโลกจะลดลงราว 0.5 เปอร์เซ็นต์ ตลอดปี 2020 เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด-19”  แต่เอาเข้าจริงๆ กลับปรากฎว่า ตัวเลขส่งออกเมล็ดกาแฟทั่วโลกกลับเพิ่มขึ้นนั่นแสดงให้เห็นว่า แม้ร้านกาแฟในยุค “โควิด-19” จะได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก แต่คนยังดื่มกาแฟกันอยู่ และการดื่มก็เพิ่มขึ้น เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่จากร้านมาเป็นชงดื่มในบ้านและในออฟฟิศ