Category: NATURE

กาแฟที่ผ่านการรับรองจาก Rainforest Alliance

เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟส่วนใหญ่ได้สนใจในศึกษาเรื่องการปลูกกาแฟแบบยั่งยืนและใช้เวลาไม่นานในการประสบความสำเร็จการฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในไร่กาแฟ Rainforest Alliance Certified และยังทำให้มีผลผลิตมากขึ้น โดยมีผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงเล็กน้อยและเป็นมิตรกับสัตว์ป่า
กาแฟที่ผ่านการรับรองจาก Rainforest Alliance
โปรแกรมการรับรองของ Rainforest Alliance

เกษตรกรรายย่อยที่เป็นเจ้าของไร่กาแฟ 12.5 ล้านแห่งทั่วโลก มาจากฟาร์มเล็กๆ เช่น กาแฟของพวกเขาซึ่งทำงานร่วมกับ Rainforest Alliance ดังนั้นจะมีผู้ผลิตกาแฟที่ผ่านการรับรองมากกว่า 400,000 รายในละตินอเมริกา แอฟริกาตะวันออก และเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1 ล้านเฮกตาร์ แต่ผู้ปลูกกาแฟต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย รวมถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้น โรคพืช สภาพภูมิอากาศแปรปรวน และราคาที่ไม่เสถียร Rainforest Alliance ทำงานเพื่อวางตำแหน่งเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟให้ดีขึ้นโดยเชื่อมโยงพวกเขากับตลาดที่รับผิดชอบ มีการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการปลูกกาแฟที่เป็นมิตรต่อสภาพอากาศและช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ โปรแกรมการรับรองของ Rainforest Alliance ยังส่งเสริมนวัตกรรมเช่นการเก็บบันทึกข้อมูลแบบดิจิทัล ข้อกำหนดสำหรับผู้ซื้อกาแฟในการลงทุนในการผลิตที่ยั่งยืน และรูปแบบการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องที่จูงใจให้เกษตรกรก้าวไปข้างหน้าบนเส้นทางแห่งความยั่งยืนและเนื่องจากความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรและคนงานมีความสำคัญต่อความยั่งยืนของธุรกิจการเกษตร โครงการรับรอง Rainforest Alliance ยังส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ทำงานในภาคกาแฟอีกด้วย ต่อไปนี้คือแนวทางบางส่วนที่เราดำเนินการเพื่อทำให้ภาคส่วนกาแฟมีความยั่งยืนมากขึ้น

สิทธิมนุษยชน
ในขณะที่มีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในด้านสิทธิมนุษยชนในภาคเกษตรกรรม แต่ตัวอย่างการใช้แรงงานเด็ก การบังคับใช้แรงงาน การเลือกปฏิบัติ และการล่วงละเมิดในที่ทำงานยังคงพบได้ในการผลิตอาหารหลายชนิด รวมทั้งกาแฟ การสั่งห้ามโดยทันทีมักจะพิสูจน์ว่าไม่ได้ผล ทำให้เกิดการละเมิดโดยไม่ได้ตั้งใจและทำให้ผู้ตรวจสอบหาพบได้ยากขึ้น นี่เป็นเพียงเหตุผลหนึ่งที่โปรแกรมการรับรองของ Rainforest Alliance ได้นำแนวทางการประเมินและที่อยู่ตามความเสี่ยงมาใช้ ซึ่งส่งเสริมสิทธิมนุษยชนผ่านการป้องกัน การตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชน และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
โปรแกรมการรับรองของ Rainforest Alliance
ในเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็ก โปรแกรมการรับรองของเรากำหนดให้ฟาร์มต้องจัดตั้งคณะกรรมการภายในที่มุ่งเน้นการป้องกัน เมื่อพบคดีแล้ว ฟาร์มหรือบริษัทต้องสนับสนุนครอบครัวในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะโดยการหาสูติบัตรเพื่อลงทะเบียนเรียนหรือปรับปรุงรายได้ครัวเรือนหรือมาตรการอื่นๆ

โปรแกรมการรับรองของเราให้เครื่องมือในฟาร์มและบริษัทในลักษณะเดียวกันเพื่อทำความเข้าใจและจัดการกับช่องว่างในความเท่าเทียมทางเพศในการดำเนินงาน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง บริษัทและฟาร์มสามารถเลือกตัวชี้วัดความก้าวหน้าของตนเองได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ส่งออกกาแฟในอูกันดา Kyagalanyi Coffee ได้ดำเนินโครงการเกี่ยวกับเพศสภาพที่เข้มแข็งแล้ว ซึ่งสนับสนุนสามีและภรรยาให้ร่วมมือกันในแผนงานครัวเรือน ดังนั้น เพื่อวัดการปรับปรุงทางเพศ พวกเขาสังเกตจำนวนครอบครัวที่ให้ภรรยาพูดอย่างเท่าเทียมกันในการหารายได้และการใช้จ่าย
การเพาะปลูกกาแฟมีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิที่สูงขึ้นมีส่วนทำให้เกิดการงอกของเชื้อราที่เรียกว่าสนิมกาแฟ ซึ่งได้กวาดล้างฟาร์มทั้งหมดในละตินอเมริกา และกำจัดศัตรูพืชทำลายเมล็ดกาแฟด้วย และเนื่องจากกาแฟสามารถปลูกได้ในช่วงอุณหภูมิที่กำหนดเท่านั้น ภาวะโลกร้อนจึงทำให้เกษตรกรบางรายต้องย้ายไปยังที่สูง หรือออกจากธุรกิจโดยสิ้นเชิง
โปรแกรมการรับรองของเราส่งเสริมวิธีการเติบโตอย่างชาญฉลาด Rainforest Alliance จัดให้มีการประเมินความเปราะบางของสภาพอากาศในท้องถิ่นก่อนที่จะสร้างแผนปฏิบัติการที่ปรับให้เหมาะสม (นั่นคือส่วนที่ "ฉลาด"—ไม่ใช่แนวทางเดียวที่เหมาะกับทุกคน) สำหรับชาวไร่กาแฟ การสร้างความยืดหยุ่นอาจหมายถึงการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงาพื้นเมือง ซึ่งปกป้องพืชผลจากแสงแดดที่มากเกินไป ลมแรง และฝนที่ตกหนัก การใช้สารกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม—และในช่วงเวลาที่เหมาะสมของปี—ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เนื่องจากการใช้มากเกินไปจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและฆ่าแมลงที่เป็นประโยชน์ได้ เกษตรกรสามารถปลูกพืชคลุมดินระหว่างแถวกาแฟ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงการดูดซึมของดินและการกักเก็บความชื้น ทำให้รากของต้นกาแฟสามารถเข้าถึงน้ำจากส่วนลึกในดินในฤดูแล้งได้

อุณหภูมิที่สูงขึ้นและฝนที่ไม่แน่นอนได้กลายเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับ Loyola Estate/Joseph Coffee Curing Works ในรัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย แต่ในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา ที่ดินที่ผ่านการรับรองได้นำเทคนิคต่างๆ เช่น การคลุมดินและการชลประทานเพื่อการป้องกันเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ ที่น่าประทับใจยิ่งกว่านั้น ที่ดินที่ดำเนินกิจการโดยครอบครัวแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ที่กำลังเติบโตด้วยพันธุ์ไม้พื้นเมือง เช่น ต้นซีดาร์สีชมพู ขนุน และพลัมมาลาบาร์

Evelyn Nyawira เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่ผ่านการรับรองใน Mutira ประเทศเคนยา อธิบายว่าในการฝึกอบรม Rainforest Alliance เธอและเพื่อนบ้านของเธอ “เรียนรู้ที่จะเตรียมที่ดินของเราเพื่อป้องกันการพังทลายของน้ำ เราได้เรียนรู้วิธีปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา และวิธีปกป้องกาแฟไม่ให้แห้งเมื่ออากาศร้อนจัดเนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง” เธอเสริมว่าการใช้วิธีการที่ยั่งยืนมากขึ้นส่งผลให้คุณภาพกาแฟดีขึ้นและดำรงชีวิตได้ดีขึ้น

โปรแกรมที่ชาญฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศยังเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรอีกด้วย
โปรแกรมที่ชาญฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศยังเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกร
ราคากาแฟต่างประเทศมีความผันผวนอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้การดำรงชีวิตของผู้ผลิตตึงเครียดอย่างรุนแรง สำหรับปี 2020 ส่วนใหญ่ราคากาแฟร่วงลง 30% ต่ำกว่าระดับราคาเฉลี่ยของช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรไม่สามารถจ่ายได้แม้กระทั่งต้นทุนการผลิต และในขณะที่ราคาปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่นั้นมา แต่ก็ไม่เสถียรเพียงพอสำหรับเกษตรกรที่จะลงทุนระยะยาวในธุรกิจของพวกเขา
การรับรองมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟเพิ่มผลผลิตและความสามารถในการทำกำไรโดยใช้วิธีการที่ยั่งยืนมากขึ้นและการจัดการฟาร์มที่ดีขึ้น การให้ปุ๋ยที่แม่นยำยิ่งขึ้นโดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การสุ่มตัวอย่างดิน สามารถลดการปล่อยไนโตรเจน และปรับปรุงสุขภาพของดิน ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้ แหล่งรายได้ที่หลากหลายสามารถช่วยได้เช่นกัน งานวิจัยสามชิ้น1 ที่ตีพิมพ์ในช่วงห้าปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ารายได้จากการผลิตกาแฟในฟาร์มขนาดเล็กในแอฟริกาตะวันออกที่ผ่านการรับรองนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย 179% เมื่อเทียบกับฟาร์มที่ไม่ผ่านการรับรอง

แต่การเริ่มดำเนินการบนเส้นทางที่ยั่งยืนอาจมีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับเกษตรกร ซึ่งเป็นเหตุผลที่โปรแกรมการรับรองของเราดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อกระจายภาระทางการเงินตลอดห่วงโซ่อุปทาน โปรแกรมนี้กำหนดให้บริษัทต่างๆ ต้องลงทุนเพื่อความยั่งยืน (SI) เงินสดหรือการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ให้กับฟาร์มที่ผ่านการรับรองซึ่งสนับสนุนการดำเนินการตามวิธีการที่ยั่งยืนมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ จะต้องจ่าย Sustainability Differential (SD) ซึ่งเป็นเงินสดให้กับเกษตรกรที่ผ่านการรับรองมากกว่าราคาตลาดสำหรับพืชผลของตน โปรแกรมการรับรองของเรายังรวมถึงมาตรการเพื่อช่วยให้คนงานในฟาร์มมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้น

แหล่งที่มาข้อมูล

Rainforest-Alliance.org

Chainpoint.com

iSealalliance.com

Plant Based-Food กุญแจสำคัญสู่การลด ภาวะโลกร้อน

Plant Based-Diet กุญแจสำคัญสู่การลดโลกร้อน
อาหารที่ผลิตจากพืช (ปราศจากเนื้อหรือผลผลิตจากสัตว์)

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและในที่สุดก็เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประชาชนได้รับทราบข้อมูลและเริ่มมีการเปลี่ยนไปยอมรับว่าสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงและใกล้จะเข้าถึงดำเนินการของธุรกิจและในชีวิตประจำมากขึ้น

นั่นเป็นเหตุผลที่รายงานที่ก้าวล้ำของ EAT-Lancet Commission ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2020 ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ (และในปัจจุบันมีสำนักงานสาขาอยู่ในนิวยอร์ก) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อวาทกรรมระดับโลกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นล่าสุดเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน อาหารเพื่อสุขภาพ การเกษตร การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ สุขภาพของดาวเคราะห์ และความพยายามอนุรักษ์ในเชิงนโยบายระดับชาติที่เกี่ยวข้อง กล่าวโดยสรุปคือ เป็นการรวบรวมทุกสิ่งที่เรารู้โดยอ้างอิงจากการศึกษามาอย่างละเอียดเกี่ยวกับระบบพื้นฐานที่สนับสนุนสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุด รายงานนี้ไม่เพียงแต่ออกคำเตือนเท่านั้น แต่ยังนำเสนอแผนงานสำหรับผู้คนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก การเปลี่ยนไปใช้อาหารที่มีพืชเป็นหลักมากกว่าการบริโภคผลไม้ ผัก ถั่ว และพืชตระกูลถั่วมากกว่าสองเท่า และลดการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น น้ำตาลและเนื้อแดงลงมากกว่า 50% สามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ 11 ล้านคนต่อปี กล่าว และเนื่องจากการปล่อยมลพิษจากการเลี้ยงปศุสัตว์นั้นสูงมาก การเปลี่ยนอาหารของเราอาจมีผลกระทบอย่างมากในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างน้อยก็ช่วยชะลอผลกระทบให้ช้าลง

โชคดีที่มีองค์กรที่รับผิดชอบเช่น The New York Times, BBC และ The Guardian ได้กล่าวถึงการเปิดตัวรายงาน EAT-Lancet ด้วยเรื่องราวที่มีรายละเอียดและเขียนอธิบายได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าบทความเหล่านี้จะถูกลบออกจากสื่อต่างๆทันทีใน 24 ชั่วโมง ดังนั้นสื่อประชานิยมจำนวนมากขึ้น เลือกที่จะจัดทำรายงานโดยเน้นไปที่การคุกคามที่จะกำจัดรายงานเหล่านั้นที่เกิดขึ้น

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด สื่อเหล่านี้ซึ่งมีผู้อ่านจำนวนมากอ้างว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” จากอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ทั่วโลกโดยเห็นว่ารายงานนั้นไม่เป็นความจริงผิดพลาดทั้งหมด ใครจะกล้าแนะนำอาหารที่มีเนื้อแดงสูงไม่แข็งแรง!

“อาหารเพื่อสุขภาพ

การสนทนาเกี่ยวกับ “อาหารเพื่อสุขภาพ” ที่มีในรายงาน การพูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และบนโซเชียลมีเดีย นักวิทยาศาสตร์ห็นอย่างชัดเจนว่าเนื้อแดง เบคอน อาหารแปรรูปและอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งสีนั้นไม่ดีสำหรับคุณและลูก ๆ ของคุณ ในทางกลับกัน อาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว และปลานั้นดีต่อร่างกายของคุณ

เช่นเดียวกับป่าฝน (ซึ่งปกติแล้วจะต้องลดจำนวนลงเพื่อการปศุสัตว์) และสภาพภูมิอากาศ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือคุณสามารถให้โอกาสสภาพภูมิอากาศฟื้นตัวจากการถูกทำลายมานานนับศตวรรษ โดยเพียงแค่ดูแลสุขภาพของคุณเอง

การทดลองกับอาหาร “flexitarian” ที่แนะนำ หากคุณทนไม่ได้ที่จะเลิกกินเนื้อวัวโดยสิ้นเชิง คุณยังสามารถลองทำได้โดยการลดการบริโภคเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูป คุณจะรู้สึกแข็งแรงขึ้น มีความสุขขึ้น การเชื่อมโยงกันมากขึ้น และคุณจะทุ่มเทเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น พึงระลึกไว้เสมอว่าหากเราไม่ทำการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ ผลกระทบที่รุนแรงยิ่งขึ้นและกฎระเบียบที่เข้มงวดก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการล่มสลายของระบบนิเวศและเศรษฐกิจโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

หากการกระทำดังกล่าวยากเกินไปหรือมากเกินไป ให้ทำสิ่งหนึ่ง กินเนื้อวัวและนมให้น้อยลง ที่จริงแล้ว การงดเนื้อและผลิตภัณฑ์จากนม แต่ยังคงกินไก่จะดีกว่าสำหรับคุณและโลกใบนี้มากกว่าอาหารมังสวิรัติที่มีผลิตภัณฑ์จากนม

ดังนั้นเราต้องดำเนินการในขณะนี้เพื่อชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนไปใช้อาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสุขภาพส่วนบุคคลของเราด้วย


ที่มาของข้อมูล

🌐 : Harvard Health Publishing

อโวคาโด โกโก้ อัลมอนด์ ไม่(กรีน)อย่างที่คิด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการผลิตเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อวัว มีส่วนอย่างมากต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก นอกจากนี้ยังต้องใช้ที่ดินและน้ำจำนวนมาก จึงก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นไปอีก

เหตุใดรายงานล่าสุดโดยคณะกรรมการ EAT-Lancet แนะนำให้ลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมของเรา

แน่นอนว่าอาหารวีแกนมีประโยชน์ต่อโลกมากกว่าเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม ด้วยการศึกษาที่อ้างว่ามังสวิรัติอาจเป็น "วิธีเดียวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของคุณบนโลก อย่างไรก็ตามการวิจัยที่เกิดขึ้นใหม่พบว่าอาหารจากพืชหลายชนิดไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างที่บางคนเคยคิดไว้ก่อนหน้านี้เนื่องจากวิธีการในการเพาะปลูกและแหล่งที่มา
ตั้งแต่อะโวคาโดและเห็ด ไปจนถึงโกโก้และอัลมอนด์ นี่คืออาหารมังสวิรัติ 5 ชนิดที่ไม่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่คุณคิด

อะโวคาโด

อโวคาโด โกโก้ และอัลมอนด์: อาหารคลีนที่ไม่(กรีน)อย่างที่คิด

เป็นอาหารวีแกนที่มีสารอาหารสูงที่สุดชนิดหนึ่ง แต่อะโวคาโดยังสามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อโลกได้เนื่องจากวิธีการส่งออกอะโวคาโด มีการขาดแคลนผลไม้ครั้งใหญ่ในเคนยา (ผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่เป็นอันดับหกของโลก) ซึ่งในปีที่แล้วได้สั่งห้ามการส่งออกอะโวคาโดอันเนื่องมาจากอุปทานของประเทศตกอยู่ในความเสี่ยง แต่ปัญหาการขาดแคลนเกิดขึ้นจริงในเม็กซิโก ที่ซึ่งอะโวคาโดมีต้นกำเนิด ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม 2020 เม็กซิโกกำลังพิจารณานำเข้าอะโวคาโด เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น ราคาผลไม้ต่อกิโลกรัมจึงเทียบเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำรายวัน คาดว่าจะอยู่ในระดับนี้เช่นกันซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ที่เป็นวัตถุดิบหลัก

ปัจจุบันเม็กซิโกทำเงินจากการส่งออกอะโวคาโดได้มากกว่าที่ส่งออกจากปิโตรเลียม และทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าอย่างผิดกฎหมายอย่างเป็นกังวล เพื่อสร้างพื้นที่มากขึ้นสำหรับการปลูกต้นอะโวคาโดเพิ่มเติม การตัดไม้ทำลายป่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากต้นไม้ช่วยป้องกันก๊าซเรือนกระจกไม่ให้สะสมในชั้นบรรยากาศ โดย Rainforest Alliance ประมาณการว่าจะทำให้เกิดการปล่อยมลพิษทั่วโลกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ “เมื่อเราถางเคลียร์ป่า เราไม่เพียงแต่ทำลายพันธมิตรที่ดีที่สุดของเราในการจับ GHGs จำนวนมหาศาลที่เรามนุษย์สร้างขึ้น (ซึ่งส่วนใหญ่เราทำโดยการเผาเชื้อเพลิงที่โรงงานพลังงาน และแน่นอน ในรถยนต์ เครื่องบิน และรถไฟ ) อีกทั้งเรายังสร้างการปล่อยมลพิษโดยการตัดต้นไม้ เมื่อต้นไม้ถูกโค่น พวกมันจะปล่อยคาร์บอนทั้งหมดที่เก็บไว้สู่ชั้นบรรยากาศ สิ่งที่ผู้ตัดไม้ทำลายป่าทำกับต้นไม้ที่ถูกโค่นไม่ว่าจะปล่อยให้เน่าอยู่บนพื้นป่าหรือเผาต้นไม้ก็ก่อให้เกิดการปล่อยมลพิษต่อไปเรื่อยๆ

อัลมอนด์และถั่วเปลือกแข็งอื่นๆ

อัลมอนด์และถั่วเปลือกแข็งอื่นๆ 
ได้รับการยกย่องจากผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ

ได้รับการยกย่องจากผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติเนื่องจากมีประโยชน์ในการนำมาปรุงอาหารและมีปริมาณโปรตีนสูง ความนิยมของอัลมอนด์ยังเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของนมที่ไม่ใช่นม ซึ่งกลายเป็นนมที่ได้รับเลือกจากชาวอังกฤษ 25% อย่างไรก็ตาม โจเซฟ พัวร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของอาหาร พบว่าถั่วต้องการน้ำปริมาณมาก เมื่อรวมกันแล้ว ถั่วเปลือกแข็ง (ซึ่งรวมถึงอัลมอนด์และเม็ดมะม่วงหิมพานต์) ใช้น้ำจืด 4,134 ลิตร (909 แกลลอน) ต่อถั่วเปลือกแข็งทุกกิโลกรัมที่เราซื้อ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัลมอนด์ยังต้องการยาฆ่าแมลงและปุ๋ยในปริมาณมาก ซึ่งเพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดภัยแล้ง และเป็นที่ที่อัลมอนด์มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกปลูก
พวกเขายังต้องการที่ดินจำนวนมาก โดย Forbes ประเมินว่า "พื้นที่ธรรมชาติ 23,000 เอเคอร์ได้ถูกแปลงเป็นฟาร์มอัลมอนด์แล้ว" โดย 16,000 เอเคอร์ของพื้นที่เหล่านั้นเคยถูกจัดประเภทเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ

โกโก้

โกโก้ไม่(กรีน)อย่างที่คิด

โกโก้ได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ผู้ทานมังสวิรัติเนื่องจากอุดมไปด้วยแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในการอบจากพืชและมักใช้ทำขนมรสช็อกโกแลต อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับอะโวคาโด การผลิตโกโก้มีส่วนอย่างมากในการตัดไม้ทำลายป่า โดยที่สวนโกโก้คาดว่าจะจุดชนวนให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าเขตร้อนสองถึงสามล้านเฮกตาร์ระหว่างปี 2553 ถึง 2563 นอกจากนี้การตัดไม้ทำลายป่ายังเกิดขึ้นในพื้นที่ที่สำคัญสำหรับความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น อเมซอน แอฟริกาตะวันตก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มูลนิธิโกโก้โลกอ้างถึงโกตดิวัวร์และกานาเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตโกโก้เกือบสองในสามของโลก ทั้งสองสถานที่ตามลำดับสูญเสียพื้นที่ป่าดิบชื้นร้อยละ 25 และร้อยละ 8 ตามลำดับระหว่างปี 2545-2563 โดยมีการตัดไม้ทำลายป่าเป็นสัดส่วนหลักอันเนื่องมาจากการทำไร่โกโก้
จากปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งเพิ่มขึ้นตามความต้องการช็อกโกแลตที่เพิ่มขึ้น Mondelez International ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทช็อกโกแลตที่ใหญ่ที่สุดในโลกบางแห่ง เช่น Cadbury ได้ร่วมมือกับบริษัทโกโก้อื่นๆ และรัฐบาลในการเปิดตัว Cocoa & Forests Initiative (CFI) ซึ่งหวังว่าจะยุติการตัดไม้ทำลายป่าที่เกี่ยวข้องกับโกโก

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.globalcitizen.org

ดื่มกาแฟแบบเป็นมิตรกับโลก

เครื่องดื่มกาแฟ-ตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อน

สำหรับพวกเราหลายคน กาแฟเป็นสิ่งจำเป็น ช่วยให้เราทำงานได้ในตอนเช้าและให้พลังงานที่จำเป็นมากในระหว่างวัน แต่ในการวิจัยใหม่ เราเปิดเผยถึงผลกระทบที่คาเฟอีนที่เราโปรดปรานมีต่อโลกใบนี้

คาร์บอนที่เกิดจากกระบวนการผลิตกาแฟ

กาแฟ-ตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อน

น้ำหนักต่อน้ำหนัก กาแฟที่ผลิตด้วยวิธีการที่ยั่งยืนน้อยที่สุดจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากพอๆ กับชีสและมีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพียงครึ่งหนึ่งของผู้กระทำผิดที่เลวร้ายที่สุดคนหนึ่ง นั่นคือ เนื้อวัว และนั่นคือทั้งหมดก่อนที่จะเติมนมซึ่งมีต้นทุนการค่าทำลายสิ่งแวดล้อม(โดยรวม)มากมายไม่แพ้กัน

ปัจจุบันมีการผลิตกาแฟมากกว่า 9.5 พันล้านกิโลกรัมทั่วโลกในแต่ละปี โดยมีมูลค่าการค้ารวม 30.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และความต้องการกาแฟทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสามเท่าภายในปี 2593 ซึ่งย่อมส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อป่าไม้และแหล่งที่อยู่อาศัยอื่น ๆ ในเขตร้อนชื้น ทำให้เกษตรกรต้องมองหาที่ดินใหม่เพื่อทำการเพาะปลูก

โชคดีที่มีวิธีการปลูกกาแฟที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในการศึกษาของเรา เราคำนวณและเปรียบเทียบรอยเท้าคาร์บอนของกาแฟอาราบิก้าแบบดั้งเดิมและแบบยั่งยืน ซึ่งบาริสต้าใช้เมล็ดกาแฟในการผลิตเครื่องดื่มคุณภาพสูงจากผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกสองราย ได้แก่ บราซิลและเวียดนาม เราพบว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีการปลูก ขนส่ง และบริโภคกาแฟสามารถลดการปล่อยคาร์บอนของพืชได้มากถึง 77% การคลายก๊าซคาร์บอนจากกาแฟสักแก้ว
น้ำหนักต่อน้ำหนัก กาแฟที่ผลิตด้วยวิธีการที่ยั่งยืนน้อยที่สุดจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากพอๆ กับชีสและมีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพียงครึ่งหนึ่งของผู้กระทำผิดที่เลวร้ายที่สุดคนหนึ่ง นั่นคือ เนื้อวัว

วิธีทำให้กาแฟเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม

การปลูกกาแฟอาราบิก้าหนึ่งกิโลกรัมในประเทศใดประเทศหนึ่งและส่งออกไปยังที่ต่างๆจะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 15.33 กิโลกรัม นั่นคือกาแฟดิบที่ผ่านการคั่วล่วงหน้า (หรือที่เรียกว่า “สารกาแฟ”) ที่ผลิตโดยใช้วิธีการแบบเดิม แต่ด้วยการใช้ปุ๋ยน้อยลง การจัดการน้ำและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระหว่างการสีและการส่งออกเมล็ดกาแฟโดยเรือขนส่งสินค้าแทนการใช้เครื่องบิน ตัวเลขดังกล่าวจึงลดลงเหลือ 3.51 กิโลกรัมของ CO₂ ต่อกาแฟหนึ่งกิโลกรัม

กาแฟเฉลี่ยหนึ่งถ้วยประกอบด้วยกาแฟสีประมาณ 18 กรัม ดังนั้น 1 กิโลกรัมจึงสามารถชงเอสเปรสโซได้ 56 แก้ว เอสเปรสโซเพียงหนึ่งแก้วมีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์เฉลี่ยประมาณ 0.28 กก. แต่อาจเพิ่มขึ้นเพียง 0.06 กก. หากเติบโตอย่างยั่งยืน

แต่ถ้าคุณชอบกาแฟกับนมล่ะ? ลาเต้มีคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 0.55 กก. ตามด้วยคาปูชิโน่ 0.41 กก. และแฟลตไวท์ 0.34 กก. แต่เมื่อผลิตกาแฟได้อย่างยั่งยืน ค่าเหล่านี้จะลดลงเหลือ 0.33 กก. 0.2 กก. และ 0.13 กก. ตามลำดับ การใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนนมที่ไม่ใช่นมเป็นวิธีหนึ่งในการทำให้โลกสามารถลดคาร์บอนได้มากขึ้น
กาแฟเฉลี่ยหนึ่งถ้วยประกอบด้วยกาแฟสีประมาณ 18 กรัม ดังนั้น 1 กิโลกรัมจึงสามารถชงเอสเปรสโซได้ 56 แก้ว เอสเปรสโซเพียงหนึ่งแก้วมีปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์เฉลี่ยประมาณ 0.28 กก. แต่อาจเพิ่มขึ้นเพียง 0.06 กก. หากเติบโตอย่างยั่งยืน
มีวิธีอื่นๆ มากมายในการลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของกาแฟแบบยั่งยืนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เช่น การเปลี่ยนปุ๋ยเคมีเป็นขยะอินทรีย์และการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อผลิตพลังงานให้กับอุปกรณ์ในฟาร์ม การคั่วเมล็ดกาแฟในประเทศต้นทางทำให้เมล็ดกาแฟมีน้ำหนักเบาขึ้นในระหว่างการขนส่ง ดังนั้นภาชนะจึงสามารถเผาผลาญเชื้อเพลิงได้น้อยลงในการขนส่งกาแฟในปริมาณที่เท่ากัน
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่การปล่อยคาร์บอนเท่านั้นที่ทิ้งรสขมไว้ อุตสาหกรรมกาแฟเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนและปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น มลพิษทางน้ำและการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย มีแผนการรับรองเพื่อให้แน่ใจว่ากาแฟเป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมขั้นต่ำระหว่างการเดินทางจากแหล่งเพาะปลูกไปยังชั้นวางสินค้า แผนเหล่านี้ต้องการการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเมื่ออุตสาหกรรมเติบโตขึ้น วิธีหนึ่งในการทำเช่นนั้นคือการรวมคำแนะนำของเราสำหรับการปลูกกาแฟที่เป็นมิตรกับสภาพอากาศ เพื่อให้ผู้คนสามารถซื้อกาแฟที่ผ่านการรับรองด้วยความมั่นใจว่าความหรูหราในแต่ละวันจะไม่ทำให้โลกต้องสูญเสีย

ข้อมูลอ้างอิง: www.sciencedirect.com


ติดตามนานาสาระกาแฟ 〜 ☕️
🌐 : https://thailandcoffeecenter.com
𝕗𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜: @ThailandCoffeeCenter

Facts about Shade Grown Coffee

การปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงา(ไม้ใหญ่)ในป่าธรรมชาติ

การกาแฟปลูกภายใต้ต้นไม้อื่น ที่ให้ร่มเงาในสภาพป่าตามธรรมชาติส่งผลดีต่อเมล็ดกาแฟที่เก็บเกี่ยวผลเชอรี่ได้ เพราะกาแฟมักชอบร่มเงา และการปลูกกาแฟใต้ร่มเงาจะไม่เป็นการทำลายที่ดินจากการได้รับแสงแดดมากเกินไป ทำให้ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณโดยรอบ การปลูกกาแฟแบบใต้ร่มเงาของต้นไม้นานาพันธุ์เป็นการรวมเอาหลักการของนิเวศวิทยาธรรมชาติเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางนิเวศวิทยาตามธรรมชาติ การวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างความซับซ้อนของโครงสร้างของสวนกาแฟกับจำนวนชนิดที่พบ กล่าวโดยย่อ Shade Grown Coffee ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและไม่ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ

กาแฟปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงา(ไม้ใหญ่)ในป่าธรรมชาติ
Shade-grown Surroundings
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ Shade Grown Coffee

1.ช่วยให้สายพันธ์พืชมีความหลากหลายมากขึ้น
2.ช่วยความหลากหลายของแมลงมีมากขึ้น 
3.ช่วยให้นกทั้งพันธุ์พื้นเมืองและนกอพยพได้มีความหลากหลาย ตัวอย่างเช่น พบนก 84 สายพันธุ์ (รวมถึงนกอพยพ 46 สายพันธุ์) ในบริเวณ Shade Grown Coffee เมื่อเปรียบเทียบกับนกเพียง 6-12 สายพันธุ์ที่พบในบริเวณปลูกกาแฟโดยที่ไม่มีร่มเงา
4.ผึ้งหลายสายพันธุ์เพิ่มขึ้นในร่มที่มีไม้ดอกหลากหลายนอกเหนือจากกาแฟ 
5.ช่วยปกป้องดิน ไม้พุ่มและพืชพันธุ์กลางชั้นในโพลีคัลเจอร์ที่มีร่มเงาช่วยลดการพังทลายของดินและทำให้ความลาดชันของภูเขามีเสถียรภาพ โดยทั่วไปแล้วความชื้นในดินในพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่มีร่มเงาจะต่ำกว่าในพื้นที่ปลูกที่มีร่มเงาถึง 42% และมีการไหลบ่าของน้ำผิวดินในสวนที่มีร่มเงาน้อยกว่าในพื้นที่ปลูกที่ไม่มีร่มเงาอย่างมีนัยสำคัญ
6.ทำหน้าที่เป็นอ่างคาร์บอน เช่นเดียวกับป่าธรรมชาติ คาร์บอนที่กักเก็บในต้นไม้ร่มเงาของไร่กาแฟที่ปลูกในที่ร่มจะถูกเก็บไว้ในลำต้นของต้นไม้ กิ่งก้าน ใบ และรากของใบไม้ แทนที่จะอยู่ในบรรยากาศและทำให้โลกร้อนขึ้น
ดังนั้น ข้อสรุปในที่นี้คือความหนาแน่นและหลากหลายของนก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พืช ต้นไม้ และแมลงที่พบในแหล่งกาแฟที่ปลูกในใต้ร่มเงาจะมากกว่าในแหล่งปลูกกาแฟโดยไม่มีร่มเงา
ต้นกาแฟที่ปลูกในป่าตามธรรมชาติ
ต้นกาแฟที่ปลูกในป่าตามธรรมชาติ

นอกจากความหลากหลายของสัตว์และพืชแล้วจะไม่พบสารกำจัดศัตรูพืชที่จะทำลายความหลากหลายของสายพันธุ์ นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีบทบาทสำคัญในการควบคุมศัตรูพืชด้วยการกินแมลงที่กินพืชเป็นอาหารหลายชนิด จากหลักฐานพบว่า Shade Grown Coffee เป็นอะไรที่ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมโดยรวม แต่ก็ยังมีสวน Shade Grown Coffee น้อยเกินไป ดังนั้นเราจำเป็นต้องพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่ความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้นในไร่กาแฟและชุมชนบริเวณโดยรอบ

ส่งผลดีต่อเมล็ดกาแฟที่เก็บเกี่ยวผลเชอรี่ได้ เพราะกาแฟมักชอบร่มเงา

ประโยชน์ของ Shade Grown Coffee

1.รสชาติคุณภาพ ของกาแฟดีขึ้น เมื่อเมล็ดกาแฟสุกช้าในที่ร่มทำให้น้ำตาลธรรมชาติเพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรสชาติของกาแฟ

2.สุขภาพที่ดีขึ้น กาแฟจะไม่มีการใช้สารเคมี ทำให้ผู้บริโภคดื่มกาแฟแบบออร์แกนิก ปลอดสารเคมี

3.ช่วยรักษาป่าฝน ทำให้พืชพันธ์เติบโตได้ตามฤดูกาล

4.ต้นไม้ให้ร่มเงามีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และเกษตรกรอาจนำไปใช้เพื่อผลิตไม้ซุง ผลไม้ ไม้ฟืน

5.ระบบรากของต้นไม้ให้ร่มเงาปกป้องดินจากการกัดเซาะและป้องกันดินถล่มบนทางลาดชัน

6.ต้นไม้ให้ร่มเงารักษาความชื้นในดิน ต้นไม้รีไซเคิลสารอาหาร ดินจึงอุดมไปด้วยไนโตรเจนและจุลินทรีย์

7.ป้องกันความผันผวนของอุณหภูมิและความชื้นที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
Shade-grown Coffee : การปลูกกาแฟใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

ในอดีต การปลูกกาแฟจะทำในร่มเงาของต้นไม้ภายในป่า (แบบวนเกษตร) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์และแมลงทั้งหลาย ทฤษฎีนี้มักจะเป็นไปตามทฤษฎีแบบดั้งเดิม ในปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากได้เปลี่ยนไปใช้วิธีการปลูกต้นกาแฟแบบทันสมัย โดยการใช้แสงอาทิตย์ในการปลูกต้นกาแฟ ซึ่งต้นกาแฟจะถูกปลูกเรียงกันเป็นแถวอยู่ใต้แสงอาทิตย์โดยมีป่าร่มเงาเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย การปลูกแบบใหม่นี้ทำให้เมล็ดกาแฟสุกเร็วขึ้นและให้ผลผลิตมากขึ้น แต่การปลูกแบบดังกล่าวจำเป็นต้องตัดต้นไม้ ใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก อีกด้านหนึ่ง การปลูกต้นกาแฟแบบดั้งเดิมจะทำให้เมล็ดกาแฟสุกช้ากว่าการปลูกต้นกาแฟแบบใหม่และให้ผลผลิตน้อยกว่า แต่จะให้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพสูงกว่า

นอกเหนือจากนั้น ทฤษฎีดั้งเดิมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยในกับสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก นักวิชาการทางด้านการปลูกกาแฟแบบใหม่กล่าวว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น การตัดไม้ทำลายป่า มลภาวะที่เกิดจากยาฆ่าแมลง การทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การเสื่อมคุณภาพของดินและน้ำ ดังนั้นนักวิชาการพบว่าเราต้องใช้กาแฟเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ป่าได้ แทนที่จะปล่อยให้กาแฟกลายเป็นพืชกินป่าเช่นเดียวกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ กุญแจสำคัญอยู่ที่การย้อนกลับไปสู่วิถีการปลูกแบบดั้งเดิมและทำความเข้าใจ

เป็นที่ทราบกันดีว่าสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟก็คือภูมิอากาศแบบเขตร้อนตามแนวเส้นศูนย์สูตร ราวเส้นละติจูด 25 องศาเหนือลงมาถึงเส้นละติจูด 30 องศาใต้ ทุกวันนี้มีประเทศที่ปลูกกาแฟเชิงพาณิชย์กว่า 50 ประเทศทั่วโลกกระจายอยู่ตามเส้น Coffee Belt หรือ The Bean Belt – ที่อยู่ระหว่าง latitudes 25 degrees North and 30 degrees South.

ประเทศที่ผลิตกาแฟมากที่สุดห้าอันดับแรกตามข้อมูลปีล่าสุดได้แก่ บราซิล เวียดนาม โคลัมเบีย อินโดนีเซีย และเอธิโอเปีย จะเห็นว่าล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงติดอันดับโลกทั้งสิ้น

กาแฟป่าปลูกภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

ในธรรมชาติกาแฟเป็นพันธุ์ไม้ที่พบในป่าดิบ ตั้งแต่นั้นมนุษย์จึงเริ่มนำกาแฟมาทำเป็นเครื่องดื่ม จนกลายมาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่สุดของโลก โดยธรรมชาติกาแฟจึงเป็นพืชที่ทนแสงแดดจัดไม่ได้และเติบโตอยู่ใต้ร่มไม้ในสภาพดินที่มีความชุ่มชื้น ป่าที่มีโครงสร้างพรรณไม้สลับซับซ้อนย่อมเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะนกนานาชนิด ต้นกาแฟที่ขึ้นอยู่ในป่าจึงไม่มีปัญหาเรื่องแมลงเลย เพราะมีกลุ่มนกกินแมลงคอยควบคุมศัตรูพืชให้ วิธีการปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมจึงเป็นการปลูกต้นกาแฟแซมในป่าและปล่อยให้ธรรมชาติดูแล ชาวบ้านแค่ตัดแต่งกิ่งและคอยเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างเดียว

แต่กาแฟก็เหมือนพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่เมื่อมีความต้องการปริมาณมากๆ จึงมีการนำสายพันธุ์ดั้งเดิมมาปรับปรุง และปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด ในกรณีของกาแฟนั่นคือการปรับปรุงพันธุ์ให้เติบโตได้ดีในที่โล่ง ทนแสงแดดจัด เพื่อให้ต้นกาแฟออกผลมากๆ การปลูกกาแฟในช่วง ปีหลังๆจึงกลายเป็นการปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยวเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว ซึ่งนำไปสู่การบุกรุกพื้นที่ป่าเขตร้อนเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก กาแฟสายพันธุ์ใหม่แม้จะให้ผลผลิตสูงกว่าแต่มีโรคแมลงเยอะ แถมยังต้องใช้ปุ๋ยเคมีเป็นประจำ เนื่องจากการปลูกในที่โล่งนำไปสู่การกัดเซาะหน้าดินยามฝนตก หน้าดินที่อุดมสมบูรณ์จึงค่อยๆหายไป เกษตรกรจึงต้องใช้ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง เพราะดินเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ

ในขณะที่การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมใต้ร่มไม้ในป่าไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือใส่ปุ๋ยแต่อย่างใด เพราะธรรมชาติช่วยควบคุมศัตรูตามธรรมชาติและเติมปุ๋ยให้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่าเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ที่สมบูรณ์และมีความยั่งยืนสูงมาก ศูนย์วิจัยนกอพยพของสถาบันสมิธโซเนียนในสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่บุกเบิกและส่งเสริมแนวคิดการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ (shade-grown coffee) เนื่องจากพบว่าการเกษตรวิธีนี้สอดคล้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นอย่างดี  เพราะส่งเสริมให้มีการเก็บรักษาหย่อมป่าตามธรรมชาติเอาไว้

ด้วยการนำของสถาบันสมิธโซเนียน นักสิ่งแวดล้อม เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านกาแฟ ทำให้มีการจัดประชุมกาแฟยั่งยืน (Sustainable Coffee Congress) ขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1996 เพื่อกระตุ้นให้มีการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการปลูกกาแฟ และหันกลับมาส่งเสริมวิธีการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้เชิงอนุรักษ์

การประชุมดังกล่าวได้มีการนำเสนอผลการวิจัยที่พบว่าในแปลงปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ในป่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก แปลงปลูกกาแฟใต้ร่มไม้บางแปลงในเม็กซิโกสามารถพบนกได้มากถึง 180 ชนิดเรียกว่ามีความหลากหลายแทบไม่น้อยกว่าในป่าธรรมชาติ ผลจากการประชุมครั้งนั้นได้มีการพัฒนามาตรฐานกาแฟใต้ร่มไม้ขึ้นเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการปรับปรุงแนวทางการปลูกให้ได้มาตรฐาน และได้รับการรับรองเพื่อสามารถส่งขายในราคาที่ดีกว่า ทั้งยังเพื่อป้องกันการสวมรอยและปลอมฉลากว่าเป็น “กาแฟใต้ร่มไม้” มาตรฐานกาแฟใต้ร่มไม้ที่ได้รับการยอมรับ

ในปัจจุบันมีอยู่สามสี่แห่งหลักๆ ได้แก่ Bird Friendly© ของสถาบันสมิธโซเนียน ECO-OK© ของ Rainforest Alliance ORGANIC©  และ Fair Trade© จึงนับได้ว่ากาแฟใต้ร่มไม้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการทำการตลาดสีเขียวว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

ยุคแรกๆ โดยผู้บริโภคมีส่วนโดยตรงในการกำหนดอนาคตของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ หากผู้บริโภคมีความรับผิดชอบมากขึ้นและยินดีที่จะซื้อกาแฟที่มีการผลิตยั่งยืนกว่าในราคาที่สูงกว่า นั่นย่อมเป็นตัวกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาปลูกกาแฟใต้ร่มไม้กันมากขึ้น ตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมาได้มีการทำวิจัยเปรียบเทียบผลดีผลเสียของการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ออกมามากมาย ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ได้ข้อสรุปตรงกันว่าหากดำเนินการตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่มีการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ให้ผลดีกว่าการปลูกแบบอุตสาหกรรมกลางแจ้งในทุกๆ ด้าน

รู้จักกับ Rainforest Alliance Certified

ป่าฝน (Rain forest) คือป่าที่ได้รับปริมาณน้ำฝนมากมากกว่า 80 นิ้วในแต่ละปี ป่าฝนเป็นระบบประสาทส่วนกลางของโลกที่ประกอบด้วยระบบนิเวศอันเป็นเอกลักษณ์นับล้าน ซึ่งเป็นแหล่งวิวัฒนาการ ชีวิต และความหลากหลาย ป่าฝนเขตร้อนเป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทางชีวภาพบนบกถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของโลก โดยทั้งหมดถูกบีบอัดเป็นแถบเส้นศูนย์สูตรแคบๆ และยังเป็นบ้านของมนุษย์หลายล้านคนที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศป่าไม้มาเป็นเวลาหลายพันปี

เครดิตภาพ: scsglobalservices.com

นับตั้งแต่เริ่มต้นของประวัติศาสตร์มนุษย์ต้องอาศัยป่าฝน โดยพบว่ามีไม้ พืช และสัตว์มากมาย รวมทั้งผลไม้ เส้นใย เมล็ดพืช ยารักษาโรค ผ้า และวัสดุอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไปนับพันปีและชุมชนมนุษย์จำนวนมากย้ายออกจากป่ามากขึ้น การพึ่งพาป่าของเราก็ไม่ลดน้อยลง ทุกวันนี้โลกอุตสาหกรรมส่วนใหญ่สัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงเพียงเล็กน้อยกับป่าฝน โดยอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ที่พลุกพล่านห่างไกลจากแหล่งพลังงานทางนิเวศที่อุดมสมบูรณ์เหล่านี้ โดยทำให้เราเราลืมไปว่าป่าไม้ช่วยรักษาแหล่งอาหารของเราทั่วโลกนำเสนอพืชผลใหม่ที่ต้านทานโรค เราลืมมูลค่าการค้าไม้หรือผลิตภัณฑ์จากป่าที่ไม่ใช่ไม้ และยาที่ได้จากป่ามูลค่ามากมายไป เราลืมสิ่งที่เกินค่าในที่สุด:

วิถีชีวิตของชุมชนป่านับล้าน สภาพภูมิอากาศที่มั่นคงและน่าอยู่สำหรับเราทุกคน การดำรงอยู่ของเพื่อนสายพันธุ์ส่วนใหญ่และสิ่งธรรมดาที่เรามองข้าม เช่น ฝนปกติและอากาศบริสุทธิ์ ในประเทศเขตร้อนหลายประเทศกำลังพัฒนาและป่าไม้ถูกทำลายด้วยความหวังว่าจะสามารถรักษาอนาคตทางเศรษฐกิจได้ ผลประโยชน์ทางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่—เช่น ไม้ซุง, เกษตรกรรม เห็นแหล่งทรัพยากรราคาถูกที่ทำกำไรได้ไม่รู้จบและรอที่จะถูกนำไปใช้ ในขณะเดียวกันครอบครัวเกษตรกรและคนตัดไม้รู้สึกว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา

อย่างไรก็ตามจากการศึกษาจำนวนนับไม่ถ้วนและประวัติศาสตร์เมื่อไม่นานนี้ แสดงให้เห็นว่ามีความปลอดภัยเพียงเล็กน้อยที่สามารถพบได้ในการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อน จนถึงตอนนี้ ครอบครัวมนุษย์ของเราได้ทำลายป่าฝนไปแล้วครึ่งหนึ่ง โลกของเรากำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ซึ่งเป็นวิกฤตการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน อนาคตของพืชและสัตว์มากกว่าครึ่งโลกและวัฒนธรรมมนุษย์หลายร้อยแห่งจะกำหนดขึ้นภายในสองสามทศวรรษข้างหน้า เนื่องจากชีวิตของเราขึ้นอยู่กับผืนป่า

สัญลักษณ์ Rainforest Alliance หมายถึงส่งเสริมการดำเนินการร่วมกันเพื่อผู้คนและธรรมชาติซึ่งขยายต่อยอดและตอกย้ำผลกระทบที่เป็นประโยชน์ของการเลือกอย่างรับผิดชอบ ตั้งแต่ฟาร์มและป่าไม้ไปจนถึงสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต สัญลักษณ์นี้ช่วยให้คุณรับรู้และเลือกผลิตภัณฑ์ที่นำไปสู่อนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนและโลก เมื่อคุณเห็นตรากบตัวน้อยบนผลิตภัณฑ์ คุณอาจรู้ว่ามันมีความหมายในเชิงบวกแต่คุณเคยต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังตราประทับนี้หรือไม่ และแน่นอนว่าการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีตราประทับ Rainforest Alliance Certified ช่วยให้ผู้คนและธรรมชาติเจริญเติบโตอย่างกลมกลืนได้อย่างไร

สัญลักษณ์หมายความว่าผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมที่ผ่านการรับรองนั้นผลิตขึ้นโดยใช้วิธีการที่สนับสนุนหลักสามประการของความยั่งยืน ได้แก่ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความสำคัญต่อความสมบูรณ์ของโปรแกรมการรับรอง ประเมินเกษตรกรตามข้อกำหนดในทั้งสามด้านก่อนออกใบรับรองหรือต่ออายุใบรับรอง โปรแกรมการรับรองตามข้อมูลเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การฝึกอบรมเพื่อความยั่งยืน และผลประโยชน์ที่ชัดเจนสำหรับเกษตรกร มาตรฐานของสัญลักษณ์มุ่งเน้นไปที่หัวข้อต่อไปนี้:

RAINFOREST ALLIANCE

ป่าไม้: โรงไฟฟ้าระบบนิเวศเหล่านี้มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก โปรแกรมการฝึกอบรมและการรับรองส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการปกป้องป่าดิบชื้น การป้องกันการขยายพื้นที่เพาะปลูกไปสู่ป่า ส่งเสริมสุขภาพของต้นไม้ ดิน และทางน้ำ และปกป้องผืนป่าพื้นเมือง

ภูมิอากาศ: ป่าไม้ยืนต้นเป็นวิธีแก้ปัญหาสภาพอากาศตามธรรมชาติที่ทรงพลัง โปรแกรมการรับรองส่งเสริมวิธีการจัดการที่ดินอย่างรับผิดชอบซึ่งเพิ่มการจัดเก็บคาร์บอนในขณะที่หลีกเลี่ยงการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แนวทางปฏิบัติที่ชาญฉลาดต่อสภาพอากาศที่อยู่ในโปรแกรมการฝึกอบรมและการรับรองด้านการเกษตรช่วยให้เกษตรกรสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยแล้ง น้ำท่วม และการกัดเซาะหน้าดิน

สิทธิมนุษยชน: การรับรองส่งเสริมสิทธิของชาวชนบท แม้ว่าจะไม่มีโปรแกรมการรับรองใดที่สามารถรับประกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ แต่ระบบมาตรฐานและการรับรองมีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งในการประเมินและจัดการกับแรงงานเด็ก การบังคับใช้แรงงาน สภาพการทำงานที่ย่ำแย่ ค่าแรงต่ำ ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ และการละเมิดสิทธิในที่ดินของชนพื้นเมือง การศึกษาอิสระแสดงให้เห็นว่าคนงานในฟาร์มที่ผ่านการรับรองมีแนวโน้มที่จะมีสภาพการทำงานที่ดีขึ้น อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และการคุ้มครองแรงงาน

ความเป็นอยู่: แนวทางตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าสภาพของระบบนิเวศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนในชนบทนั้นต้องพึ่งพาอาศัยกัน การปรับปรุงโอกาสในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรรายย่อยและชุมชนป่าไม้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการช่วยคนในชนบทให้พ้นจากความยากจน และการรับรองได้พิสูจน์แล้วว่านำมาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงินที่วัดและประเมินค่าได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนป่าไม้ทั่วโลก

ทำไมสัญลักษณ์ต้องเป็นกบ? กบคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า bioindicators ซึ่งหมายความว่าจำนวนกบที่มีสุขภาพดีบ่งชี้ว่ามีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ (สิ่งที่ตรงกันข้ามก็เป็นความจริงเช่นกัน) Rainforest Alliance ได้เลือกกบต้นไม้ตาแดงเป็นสัญลักษณ์มานานกว่าสามสิบปีแล้ว เนื่องจากสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีตาสว่างตัวนี้มักพบในป่าร้อนชื้น ที่ซึ่งผู้ก่อตั้งเริ่มทำงานเพื่อปกป้องป่าฝนเขตร้อนในครั้งแรก ตั้งแต่นั้นมา ตรากบได้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลแห่งความยั่งยืน

สัญลักษณ์กบมีมาตรฐานด้านความยั่งยืนแบบใด? ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร: สัญลักษณ์ Rainforest Alliance หมายความว่าผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมที่ระบุได้รับการปลูกในฟาร์มที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานเกษตรกรรมยั่งยืนของ Rainforest Alliance และ/หรือหลักจรรยาบรรณของ UTZ ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้:

สำหรับผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ เช่น บรรจุภัณฑ์กระดาษและกระดาษแข็ง สัญลักษณ์หมายความว่าผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์นั้นมาจากป่าที่ผ่านการรับรองมาตรฐานของ Forest Stewardship Council® ซึ่ง Rainforest Alliance เป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง และธุรกิจที่ใช้สัญลักษณ์นั้นเป็นสมาชิกของ Forest Allies Initiative ธุรกิจการท่องเที่ยว: ธุรกิจการท่องเที่ยวเช่นโรงแรมและผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้กบสีเขียวเมื่อพวกเขาได้รับการรับรองตามมาตรฐานการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของ Preferred by Nature (เดิมคือ NEPCon) ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดย Global Sustainable Tourism Council ท่องเที่ยวที่ได้รับการรับรองจาก Rainforest Alliance

ตัวอย่างสินค้าที่ได้ตราสัญลักษณ์ Rain Forest

Credit: https://www.rainforest-alliance.org/

ป่าต้นน้ำ มีความสำคัญอย่างไร ?

จากการที่ประเทศไทยประสบปัญหา ป่าไม้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้ป่าเป็นปัจจัยสำคัญในเชิงพาณิชย์ ด้วยการกระทำเช่นนี้ จึงก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำก็ท่วมฉับพลัน อีกทั้งยังมีการพังทลายของดินอย่างรุนแรง เพราะไม่มีต้นไม้คอยดูดซับ ไม่มีรากคอยยึดเกาะ จนก่อเกิดปัญหาทางการเกษตร ทำให้หน่วยงานต่างๆตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องป่าไม้ ทำให้จัดตั้งโครงการช่วยเหลือป่าขึ้นมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ โครงการ ‘ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ’

ป่าต้นน้ำ มีความสำคัญ การดูแลป่าต้นน้ำ จึงมิได้มีความหมายเพียงการดูแลต้นไม้เท่านั้น แต่ถือเป็นการดูแลอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ

ป่าต้นน้ำ คือ คำเรียกป่าที่มีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งปรากฏอยู่บริเวณต้นน้ำลำธาร ตามปกติทั่วไปแล้ว จะอยู่ในพื้นที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ลาดชันมากกว่า 35% ขึ้นไป ประเภทของป่าที่มักมีในพื้นที่ต้นน้ำ ก็คือ ป่าดิบเขา , ป่าดิบชื้น , ป่าดิบแล้ง , ป่าเบญจพรรณ รวมทั้งป่าเต็งรัง โดยพื้นที่ป่าต้นน้ำ สามารถถูกปกคลุมได้ด้วยป่าไม้เพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดก็ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิ , ปริมาณน้ำฝน , ลักษณะภูมิประเทศ , ชนิดของดิน เป็นต้น จึงทำให้ระบบนิเวศของป่าต้นน้ำ มีความหลากหลายไปตามแต่ล่ะชนิด หากแต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือ ‘คุณค่า’ อันทำหน้าที่ดูดซับและเก็บกักน้ำฝนตามธรรมชาติ รวมทั้งควบคุมการพังทลายของดิน , ช่วยบรรเทาความร้อนจากแสงอาทิตย์ รวมทั้งช่วยดูด CO₂ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น โดยปกติแล้วธรรมชาติการดำรงอยู่ของดิน น้ำ และป่าไม้ จะเป็นไปในลักษณะที่สมดุลและเกื้อกูลกันตลอด หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งจะถูกทำลายลงไปในจำนวนที่ไม่มากนัก ปัจจัยที่เหลืออยู่จะช่วยกันฟื้นฟูปัจจัยที่ถูกทำลาย ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว อาทิ เมื่อต้นไม้ถูกลมพายุพัดล้มลงไปหนึ่งต้น ดินที่สมบูรณ์และน้ำที่ชุ่มชื้นจะช่วยให้ต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียง เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่อย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม หากป่าไม้ถูกทำลายลงไปเป็นบริเวณกว้างอย่างต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลายาวนาน จะส่งผลให้ปัจจัยอื่นๆ ที่เหลืออยู่เสื่อมสภาพลงตามไปด้วย กล่าวคือ การทำลายป่าไม้ เป็นการเปิดโล่งของผิวดิน ทำให้ผิวดินถูกอัดแน่นขึ้น ความสามารถในการดูดซับน้ำฝนจึงมีน้อยลง เมื่อดินดูดซับน้ำฝนได้น้อย น้ำฝนที่ตกลงมาส่วนใหญ่จึงเอ่อนองตามผิวดิน และไหลลงสู่ที่ต่ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งการไหลอย่างรวดเร็วที่ผิวดินนี้ ทำให้เกิดการกัดชะและพัดพาเอาผิวหน้าดินที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารไปด้วย เมื่อฝนหยุดตก น้ำฝนที่ซึมลงไปในดินน้อย ทำให้ไม่มีน้ำเอื้ออำนวยให้กระบวนการระเหยน้ำ พลังงานจากรังสีดวงอาทิตย์ส่วนใหญ่จึงเพิ่มความร้อนในดินและอากาศ ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น อากาศจะขยายตัวและรองรับไอน้ำมากขึ้น โอกาสที่ฝนตกจึงมีน้อยลง เป็นวงจรที่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันทั้งหมด ทั้งนี้พื้นที่ต้นน้ำแห่งหนึ่งอาจถูกปกคลุมไปด้วยป่าไม้เพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดปะปนกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ลักษณะภูมิประเทศ ชนิดของดิน เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ระบบนิเวศของป่าต้นน้ำมีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามชนิด ปริมาณ และประเภทของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในผืนป่า

การดูแลป่าต้นน้ำ จึงมิได้มีความหมายเพียงการดูแลต้นไม้เท่านั้น แต่ถือเป็นการดูแลอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ ที่คอยปลดปล่อยน้ำให้ใช้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลดินให้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่พักพิงอิงอาศัยของสิ่งมีชีวิตใหญ่น้อย ทั้งยังเป็นการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสรรพชีวิตอีกด้วย

ป่าต้นน้ำ มากคุณประโยชน์ต่อโลก อีกทั้งยังมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง

โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ลงลึกศึกษาก่อนจะพบกว่า ป่าต้นน้ำ เป็นป่าที่ความพิเศษ เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง อันประกอบไปด้วย

  • พืชชั้นสูงหายากถึง 18,000 ชนิด
  • ต้นไม้ขนาดใหญ่ 500 ชนิด
  • กล้วยไม้ 1,000 ชนิด
  • รา-เห็ด 2,000 ชนิด
  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 350 ชนิด
  • นก 950 ชนิด
  • แมลงน้อย – ใหญ่ประมาณ 60,000 ชนิด

โดยความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้ ล้วนแสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างธรรมชาติ ของสังคมพืชและสัตว์ ซึ่งเอื้อต่อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะในเรื่องของ อาหาร , เครื่องนุ่งห่ม , ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค นอกจากนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ยังมีบทบาททางด้านการให้บริการทางนิเวศวิทยาอีกด้วย เช่น เชื้อจุลินทรีย์และแบคทีเรียในป่า ช่วยย่อยสลายขยะให้กลายเป็นสารอาหารสำคัญต่อพืช หรือ แมลงช่วยผสมเกสรให้พืชผลทางการเกษตร เป็นต้น โดยสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากธรรมชาติ

Forest Sustainable Coffee

Organic Rainforest coffee

Chiangrai

#กาแฟป่า : ปลูกในระบบวนเกษตรอินทรีย์ใต้ร่มเงาไม้ที่สมบูรณ์ จึงทำให้ได้กาแฟที่มี #รสชาติพิเศษ และ ได้ #มาตรฐานกาแฟเพื่อสิ่งแวดล้อมระดับโลก Rainforest Alliance USDA Organic CERES
ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วโลกได้ให้ความสำคัญทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทรนด์การบริโภคกาแฟ นักดื่มกาแฟ รุ่นใหม่เรียกว่า Fourth Wave เป็นกลุ่มที่ดื่มกาแฟเพื่อความสุนทรีย์ รสชาติของกาแฟแบบ Specialty คำนึงถึงสุขภาพ ที่มาของวัตถุดิบ การผลิตแปรรูป ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโลก ระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อม เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมีความเป็นอยู่ที่ดีและยั่งยืน กาแฟ “Coffee Forest From sustainable”อันเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างผืนป่าสายน้ำ ต้นกาแฟและคนดูแลป่าที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นโครงข่ายธรรมชาติขนาดใหญ่ เพราะคนปกปักษ์รักษา ผืนป่าจึงอุดมสมบูรณ์และนำมาซึ่งต้นน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน น้ำบริสุทธิ์จากแหล่งต้นน้ำบนยอดดอย พื้นที่สูงได้ซึมซับลงไปในพื้นดิน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูผืนป่า รักษาน้ำ ความสมดุลทางธรรมชาติ ให้แร่ธาตุ อันเป็นวัฏจักรแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความชุ่มชื้นแก่ต้นกาแฟที่ปลูกอยู่ในป่าธรรมชาติบนภูเขาสูง ส่งผลกาแฟที่ปลูกในป่า มีรสชาติที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ภายใต้แนวคิด  “From Earth to Cup”

"Coffee Forest" "กาแฟป่า" กลุ่มวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรอินทรีย์เชียงราย ได้ร่วมมือพัฒนาปลูกกาแฟแบบระบบวนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ลาวชุมชนพื้นที่: บ้านขุนลาว ปางมะกาด ห้วยคุณพระ ห้วยน้ำกืน ห้วยทราย ห้วยมะเกลี้ยง และบ้านแม่หาง ตำบลเจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย 
กาแฟป่าต้นน้้าขุนลาว อุทยานแห่งชาติขุนแจ ชุมชนต้นแบบของคนอยู่กับป่า ช่วยรักษาป่า ดูแลต้นน้้า ชาวบ้านปลูกกาแฟใต้ร่วมเงาในป่าธรรมชาติไม่บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า ตามแนว
พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ลักษณะของพื้นที่สูงจากระดับน้้าทะเล 1,000-1,300 เมตร สภาพเป็นป่าดิบเขา
ผสมกับป่าสนเขา มีความหลากหลายทางธรรมชาติระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมของพืชพันธุ์นานาชนิดกล้วยไม้ ผีเสื้อ แมลง และสัตว์ป่าหลากหลายนานาพันธุ์ โดยเฉพาะไก่ฟ้าหลังขาว (Silver Pheasant) สัตว์ป่าสงวนและคุ้มครอง สัญลักษณ์ของสัตว์ป่าประจ้าถิ่น
เอกลักษณ์ของกาแฟมีกลิ่นหอมผลไม้และดอกไม้ป่าที่มีกลิ่นเฉพาะตัวจากกาแฟที่ปลูกใต้ร่มเงาของต่างๆต้นไม้และดินที่อุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญกาแฟจากแหล่งปลูกได้มาตราฐานระดับสากล คือ 
Rainforest Alliance 
USDA Organic 
CERES Certified
“Black Natural” Organic Agro Forestry Certified USDA, Rainforest Alliance and CERES
“Green Natural” Organic Agro Forestry Certified USDA, Rainforest Alliance and CERES

วิสาหกิจชุมชนวนเกษตร

วิสาหกิจชุมชนวนเกษตรอินทรีย์เชียงราย

วิสาหกิจชุมชนวนเกษตรอินทรีย์เชียงรายขึ้นเพื่อรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรมกับชาวบ้าน และวิสาหกิจฯ ก็จะเอาผลผลิตมาแปรรูปเอง รายได้ส่วนหนึ่งจะเก็บเอาไว้เป็นกองทุนซื้อกล้าไม้ให้ชาวบ้าน ขยายผลไปยังหมู่บ้านอื่นๆ

ผลผลิตที่ได้คือ “กาแฟอินทรีย์อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ” กาแฟที่มาจากป่ากาแฟต้นน้ำที่ปลูกใต้ร่มไม้ ฟื้นฟูป่าได้และยังสร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน**

ชมภาพ : วิดิทัศน์ป่ากาแฟต้นน้ำวนเกษตรอินทรีย์