Tag: นวัตกรรม

Plant Based-Food กุญแจสำคัญสู่การลด ภาวะโลกร้อน

Plant Based-Diet กุญแจสำคัญสู่การลดโลกร้อน
อาหารที่ผลิตจากพืช (ปราศจากเนื้อหรือผลผลิตจากสัตว์)

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและในที่สุดก็เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประชาชนได้รับทราบข้อมูลและเริ่มมีการเปลี่ยนไปยอมรับว่าสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงและใกล้จะเข้าถึงดำเนินการของธุรกิจและในชีวิตประจำมากขึ้น

นั่นเป็นเหตุผลที่รายงานที่ก้าวล้ำของ EAT-Lancet Commission ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2020 ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ (และในปัจจุบันมีสำนักงานสาขาอยู่ในนิวยอร์ก) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อวาทกรรมระดับโลกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นล่าสุดเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน อาหารเพื่อสุขภาพ การเกษตร การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ สุขภาพของดาวเคราะห์ และความพยายามอนุรักษ์ในเชิงนโยบายระดับชาติที่เกี่ยวข้อง กล่าวโดยสรุปคือ เป็นการรวบรวมทุกสิ่งที่เรารู้โดยอ้างอิงจากการศึกษามาอย่างละเอียดเกี่ยวกับระบบพื้นฐานที่สนับสนุนสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

บางทีสิ่งที่สำคัญที่สุด รายงานนี้ไม่เพียงแต่ออกคำเตือนเท่านั้น แต่ยังนำเสนอแผนงานสำหรับผู้คนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก การเปลี่ยนไปใช้อาหารที่มีพืชเป็นหลักมากกว่าการบริโภคผลไม้ ผัก ถั่ว และพืชตระกูลถั่วมากกว่าสองเท่า และลดการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น น้ำตาลและเนื้อแดงลงมากกว่า 50% สามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ 11 ล้านคนต่อปี กล่าว และเนื่องจากการปล่อยมลพิษจากการเลี้ยงปศุสัตว์นั้นสูงมาก การเปลี่ยนอาหารของเราอาจมีผลกระทบอย่างมากในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างน้อยก็ช่วยชะลอผลกระทบให้ช้าลง

โชคดีที่มีองค์กรที่รับผิดชอบเช่น The New York Times, BBC และ The Guardian ได้กล่าวถึงการเปิดตัวรายงาน EAT-Lancet ด้วยเรื่องราวที่มีรายละเอียดและเขียนอธิบายได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าบทความเหล่านี้จะถูกลบออกจากสื่อต่างๆทันทีใน 24 ชั่วโมง ดังนั้นสื่อประชานิยมจำนวนมากขึ้น เลือกที่จะจัดทำรายงานโดยเน้นไปที่การคุกคามที่จะกำจัดรายงานเหล่านั้นที่เกิดขึ้น

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด สื่อเหล่านี้ซึ่งมีผู้อ่านจำนวนมากอ้างว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” จากอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ทั่วโลกโดยเห็นว่ารายงานนั้นไม่เป็นความจริงผิดพลาดทั้งหมด ใครจะกล้าแนะนำอาหารที่มีเนื้อแดงสูงไม่แข็งแรง!

“อาหารเพื่อสุขภาพ

การสนทนาเกี่ยวกับ “อาหารเพื่อสุขภาพ” ที่มีในรายงาน การพูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และบนโซเชียลมีเดีย นักวิทยาศาสตร์ห็นอย่างชัดเจนว่าเนื้อแดง เบคอน อาหารแปรรูปและอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งสีนั้นไม่ดีสำหรับคุณและลูก ๆ ของคุณ ในทางกลับกัน อาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว และปลานั้นดีต่อร่างกายของคุณ

เช่นเดียวกับป่าฝน (ซึ่งปกติแล้วจะต้องลดจำนวนลงเพื่อการปศุสัตว์) และสภาพภูมิอากาศ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือคุณสามารถให้โอกาสสภาพภูมิอากาศฟื้นตัวจากการถูกทำลายมานานนับศตวรรษ โดยเพียงแค่ดูแลสุขภาพของคุณเอง

การทดลองกับอาหาร “flexitarian” ที่แนะนำ หากคุณทนไม่ได้ที่จะเลิกกินเนื้อวัวโดยสิ้นเชิง คุณยังสามารถลองทำได้โดยการลดการบริโภคเนื้อสัตว์และอาหารแปรรูป คุณจะรู้สึกแข็งแรงขึ้น มีความสุขขึ้น การเชื่อมโยงกันมากขึ้น และคุณจะทุ่มเทเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น พึงระลึกไว้เสมอว่าหากเราไม่ทำการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้ ผลกระทบที่รุนแรงยิ่งขึ้นและกฎระเบียบที่เข้มงวดก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการล่มสลายของระบบนิเวศและเศรษฐกิจโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

หากการกระทำดังกล่าวยากเกินไปหรือมากเกินไป ให้ทำสิ่งหนึ่ง กินเนื้อวัวและนมให้น้อยลง ที่จริงแล้ว การงดเนื้อและผลิตภัณฑ์จากนม แต่ยังคงกินไก่จะดีกว่าสำหรับคุณและโลกใบนี้มากกว่าอาหารมังสวิรัติที่มีผลิตภัณฑ์จากนม

ดังนั้นเราต้องดำเนินการในขณะนี้เพื่อชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนไปใช้อาหารที่มีพืชเป็นส่วนประกอบเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสุขภาพส่วนบุคคลของเราด้วย


ที่มาของข้อมูล

🌐 : Harvard Health Publishing

กาแฟจากแล็บ (LAB-grown Coffee)

เพาะจากเซลล์ ไม่ต้องถางที่ทำไร่-ลดการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์

นักดื่มกาแฟในอนาคตอาจกำลังจิบกาแฟที่มาจากจานเพาะเซลล์ แทนที่จะมาจากไร่กาแฟ นักวิทยาศาสตร์ชาวฟินแลนด์ที่อยู่เบื้องหลังเทคนิคใหม่ที่จะปลูกกาแฟที่พวกเขาคาดหวังว่า จะเป็นกาแฟที่ยั่งยืนจากในห้องแล็บ

Heiko Rischer นักวิทยาศาสตร์บอกกับว่า "นี่คือกาแฟจริงๆ เพราะไม่มีอะไรอื่นนอกจากส่วนประกอบของกาแฟ" Heiko Rischer บอกพร้อมชี้ไปที่จานผงสีน้ำตาลอ่อน
ทีมนักวิจัยของเขาที่สถาบันวิจัยทางเทคนิคของฟินแลนด์ VTT Technical Research Center of Finland เชื่อว่ากาแฟของพวกเขาจะหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมมากมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกาแฟ เนื่องจากกาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมชนิดหนึ่งของโลกและในเชิงพาณิชย์ในระดับการผลิตปริมาณมากพอที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงลดการใช้ดิน ลดก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ แก้ไขปัญหาโลกร้อน สร้างทางเลือกใหม่ให้ธุรกิจเกษตรและอาหาร
กาแฟจากแล็บ (LAB-grown Coffee)
"กาแฟจากแล็ป " ไม่ได้บดจากเมล็ดกาแฟ แต่เติบโตจากกลุ่มเซลล์ต้นกาแฟภายใต้สภาวะอุณหภูมิ แสง และออกซิเจนที่ควบคุมอย่างใกล้ชิดในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ และเมื่อนำกาแฟที่ได้ไปคั่วแล้ว ก็สามารถชงผงในลักษณะเดียวกับกาแฟทั่วไปได้
ทีมของริชเชอร์ใช้หลักการเดียวกันกับการเกษตรแบบเซลล์ ที่ใช้ในการผลิตเนื้อสัตว์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการฆ่าปศุสัตว์ และปีที่แล้วได้รับการอนุมัติจากทางการสิงคโปร์ให้จำหน่ายเป็นครั้งแรก "แน่นอนว่ากาแฟเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหา" ริสเชอร์กล่าวไว้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นทำให้พื้นที่เพาะปลูกที่มีอยู่มีประสิทธิผลน้อยลง ส่งผลให้เกษตรกรต้องเคลียร์พื้นที่ป่าฝนขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อหาพืชผลใหม่ 

ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรแบบใหม่จะช่วยแก้ปัญหา ช่วยลดความรุนแรงของวิกฤติสภาพภูมิอากาศ (บรรเทาปัญหาโลกร้อน) ที่เกิดขึ้นจากการทำการเกษตรเชิงพาณิชย์ เพราะการเพาะปลูกกาแฟ (และเกษตรกรรมดั้งเดิมรูปแบบอื่น) สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก และก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในเวลาเดียวกัน

การ ผลิต “กาแฟจากแล็ป ” รูปแบบใหม่นี้ ลดปัญหาด้านโลจิสติกส์ ขนส่ง การบริหารจัดการซัพพลายเชนส์แทบจะทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องแรงงานเพาะปลูก แรงงานเก็บเกี่ยว ผลิด การใช้เคมีภัณฑ์ เชื้อเพลิง อื่นๆมากมาย เพราะกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งสารกาแฟ ได้ถูกตัดทอนลงตั้งแต่เรื่องการเตรียมดิน การปลูก การดูแลให้ปุ๋ย ให้น้ำ ดูแลรักษาจากแมลงศัตรูพืช เก็บเกี่ยว ตาก ล้าง บ่ม หรือการจัดเก็บ จนได้สารกาแฟที่ได้อายุการเก็บและเวลา ที่พร้อมจะนำไปคั่วบด

ดังนั้นจึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมองหาทางเลือกอื่นในการเพาะปลูกกาแฟ ทีมงานกำลังดำเนินการวิเคราะห์อย่างละเอียดยิ่งขึ้นว่าผลิตภัณฑ์ของตนจะมีความยั่งยืนเพียงใดหากผลิตในปริมาณมาก แต่เชื่อว่าจะใช้ทรัพยากรน้อยกว่ากาแฟทั่วไป และลดการปล่อยก็าซเรือนกระจกโดยรวมอย่างแน่นอน

การทดสอบรสชาติ
สำหรับผู้ชื่นชอบกาแฟ กุญแจสู่ความสำเร็จของพันธุ์กาแฟที่ปลูกในห้องปฏิบัติการจะอยู่ที่รสชาติของมัน แต่จนถึงขณะนี้มีเพียงคณะนักวิเคราะห์ทางประสาทสัมผัสที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นพิเศษเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ลองชงกาแฟชนิดใหม่ได้ ต้องบอกก่อนว่าการผลิตกาแฟจากแล็บยังมีช่องว่างให้พัฒนาอยู่อีกมาก 
ล่าสุด รสชาติของกาแฟจากแล็บยังไม่ได้เหมือนกับกาแฟทั่วไปเสียทีเดียวสำหรับกาแฟจากแล็บล็อตแรกๆ “ถ้าจะให้อธิบายรสชาติมันก็พูดยาก แต่สำหรับผมรสชาติของมันยังอยู่กึ่งกลางระหว่างกาแฟและชาดำ” “เมื่อเทียบกับกาแฟปกติ กาแฟเซลล์จะมีรสขมน้อยกว่า” ซึ่งอาจเนื่องมาจากปริมาณคาเฟอีนที่ต่ำกว่าเล็กน้อยและรสผลไม้ยังโดดเด่นน้อยกว่ากาแฟผงที่ผลิตในห้องปฏิบัติการ
“แต่จริงๆ แล้วมันอยู่ที่ระดับของคั่วด้วย กาแฟตัวนี้ค่อนไปทางการคั่วแบบอ่อนจึงให้สัมผัสที่ค่อนไปทางคล้ายๆ ชาอยู่หน่อยๆ” 
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยยังไม่สามารถกลืน(ดื่มเข้าไป)กาแฟจากแล็บได้ เพราะผลผลิตจากนวัตกรรมด้านการเกษตรชนิดนี้ยังไม่ได้รับการรับรองให้สามารถบริโภคได้ในวงกว้าง ขณะนี้จึงต้องอาศัยเพียงการชิมและบ้วนทิ้งเท่านั้น
กาแฟจากแล็บ เพาะจากเซลล์ ไม่ต้องถางที่ทำไร่-ลดคาร์บอนไดออกไซด์-ลดผลกระทบของวิกฤติภูมิอากาศให้
เราต้องยอมรับจริงๆ ว่าเราไม่ใช่นักคั่วกาแฟมืออาชีพ และจริงๆ แล้วการปรุงแต่งรสชาติต่างๆ เกิดขึ้นจริงในกระบวนการคั่ว" ริสเชอร์กล่าว ความคิดริเริ่มอื่น ๆ ยังอยู่ในระหว่างการค้นหาทางเลือกที่ยั่งยืนกว่ากาแฟ
Atomo บริษัทสตาร์ทอัพในซีแอตเทิลเมื่อเดือนกันยายน ประกาศว่าได้ระดมทุน 11.5 ล้านดอลลาร์สำหรับ "กาแฟโมเลกุล" ซึ่งมีรสชาติเหมือนกับเครื่องดื่ม แต่มีต้นกำเนิดมาจากวัสดุอินทรีย์อื่นที่ไม่ใช่พืชกาแฟ
แต่ผลสำรวจในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาได้ชี้ให้เห็นถึงความตระหนักในวงกว้างเกี่ยวกับอาหารทดแทนที่ปลูกในห้องแล็บ แม้ว่าจะมีน้อยกว่าในกลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อยกว่าก็ตาม

แม้จะค่อนข้างชัดเจนว่า “กาแฟจากแล็ป ” ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายอาหารบางคนได้เตือนว่า การดำรงชีวิตของผู้ผลิตกาแฟอาจได้รับผลกระทบหากมีการตอบรับอย่างกว้างขวางต่อผลิตภัณฑ์ตัวนี้ (ผลิตจากห้องปฏิบัติการ)

Rischer ประมาณการว่าจะใช้เวลาอย่างน้อยสี่ปี ก่อนที่กาแฟที่ปลูกในห้องปฏิบัติการของทีมจะได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบและการสนับสนุนทางการค้า เพื่อให้สามารถวางตลาดเคียงข้างลูกพี่ลูกน้อง (กาแฟทั่วไป) บนชั้นวางได้ โครงการนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในฟินแลนด์ จาการวิเคราะห์ของ Statista ชาวฟินแลนด์อยู่ในกลุ่มผู้บริโภคกาแฟชั้นนำของโลก โดยบริโภคเฉลี่ย 10 กิโลกรัม (22 ปอนด์) ต่อคนต่อปี

สรุป

เรื่องของภูมิอากาศทำให้อุตสาหกรรมด้านการเกษตรและอาหารต้องหันกลับมาทบทวนวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมและพยายามแสวงหาวิธีการผลิตอาหารรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ปัจจุบันเราจะได้เห็นทั้ง เนื้อจากพืช เนื้อปลาจากแล็บ เนื้อจากรา เนื้อวากิวจากเครื่องพิมพ์ 3D และคราวนี้ก็เป็นคราวของกาแฟจากแล็บ ส่วนในฝั่งของผู้บริโภค ตอนนี้ การบริโภคเนื้อสัตว์ลดลงเกือบ 1 ใน 5 ชัดเจนว่าความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อยในอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การลดผลกระทบของวิกฤติภูมิอากาศให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

อ้างอิงข้อมูลและภาพ: www.vttresearch.com


ติดตามนานาสาระกาแฟ 〜 ☕️
🌐 : https://thailandcoffeecenter.com
𝕗𝕒𝕔𝕖𝕓𝕠𝕠𝕜: @ThailandCoffeeCenter